wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

การจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย

Total questions: 39

Worksheet time: 27mins

Name
Class
Date
1.

ตามข้อมูลปี พ.ศ. 2541 มีการแนะนำกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยทั้งสิ้นกี่กลุ่ม?

a)

จำนวน 24 กลุ่มโดยประมาณ

b)

จำนวน 30 กลุ่มตามการสำรวจ

c)

จำนวน 36 กลุ่มอย่างเป็นทางการ

d)

จำนวน 42 กลุ่มจากข้อมูลล่าสุด

2.

การจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามตระกูลภาษา แบ่งออกเป็นกี่ตระกูล?

a)

แบ่งออกเป็น 3 ตระกูลภาษาใหญ่

b)

แบ่งออกเป็น 4 ตระกูลภาษาหลัก

c)

แบ่งออกเป็น 5 ตระกูลภาษาตามเกณฑ์

d)

แบ่งออกเป็น 6 ตระกูลภาษาย่อย

3.

ข้อใดไม่ใช่ตระกูลภาษาที่ใช้จำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย?

a)

ตระกูลภาษาไท-กะไดที่ใช้กันทั่วไป

b)

ตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติกดั้งเดิม

c)

ตระกูลภาษาดราวิเดียนจากอินเดีย

d)

ตระกูลภาษาม้ง-เมียนทางภาคเหนือ

4.

ข้อใดคือตระกูลภาษาที่กลุ่มชาติพันธุ์ม้งและเย้าจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน?

a)

ตระกูลภาษาออสโตรเนเชียนทางทะเล

b)

ตระกูลภาษาจีน-ทิเบตจากที่สูง

c)

ตระกูลภาษาม้ง-เมียนเฉพาะกลุ่ม

d)

ตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติกดั้งเดิม

5.

กลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษากลุ่มมอญ-เขมร จัดอยู่ในตระกูลภาษาใด?

4 lines
6.

กลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษากลุ่มมอญ-เขมร จัดอยู่ในตระกูลภาษาใด?

a)

ตระกูลภาษาไท-กะไดกลุ่มหลัก

b)

ตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติกเก่าแก่

c)

ตระกูลภาษาจีน-ทิเบตโบราณ

d)

ตระกูลภาษาออสโตรเนเชียนชายฝั่ง

7.

กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลหรือชาวทะเล จัดอยู่ในตระกูลภาษาใด?

a)

ตระกูลภาษาไท-กะไดครอบคลุม

b)

ตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติกดั้งเดิม

c)

ตระกูลภาษาจีน-ทิเบตภูเขา

d)

ตระกูลภาษาออสโตรเนเชียนทะเล

8.

ปัญหาเกี่ยวกับชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่คณะทำงานเสนอแก้ไขในปี พ.ศ. 2552 คืออะไร?

a)

การใช้ชื่อทางการจากราชการเพียงอย่างเดียว

b)

การใช้ชื่อตามที่คนในกลุ่มใช้เรียกตนเอง

c)

การใช้ชื่อภาษาอังกฤษที่เป็นสากลทั้งหมด

d)

การใช้ชื่อตามภาษากลางที่ไม่ชัดเจน

9.

เหตุใดคณะทำงานในปี พ.ศ. 2552 จึงเสนอให้ปรับชื่อเรียกชาติพันธุ์ตามที่คนในใช้เรียกตนเอง?

a)

เพราะชื่อเดิมมีความยาวเกินความจำเป็น

b)

เพราะชื่อที่คนอื่นเรียกมีนัยเหยียดหยาม

c)

เพราะชื่อเดิมไม่ถูก

10.

เหตุใดคณะทำงานในปี พ.ศ. 2552 จึงเสนอให้ปรับชื่อเรียกชาติพันธุ์ตามที่คนในใช้เรียกตนเอง?

a)

เพราะชื่อเดิมมีความยาวเกินความจำเป็น

b)

เพราะชื่อที่คนอื่นเรียกมีนัยเหยียดหยาม

c)

เพราะชื่อเดิมไม่ถูกต้องตามหลักภาษาศาสตร์

d)

เพราะต้องการให้ชื่อสั้นลงสำหรับจำง่าย

11.

วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทใด?

a)

การเมืองและการปกครองเท่านั้น

b)

สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมรวมกัน

c)

ภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ

d)

นโยบายของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว

12.

สาเหตุสำคัญที่ทำให้มีการยกเลิกการเผยแพร่ข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์คืออะไร?

a)

เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ลดจำนวนลงเรื่อยๆ

b)

เนื่องจากไม่มีผู้ปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัย

c)

เนื่องจากเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์

d)

เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายใหม่ห้ามจัดเก็บ

13.

กลุ่มชาติพันธุ์ไท-กะได หมายถึงกลุ่มใด?

a)

กลุ่มที่พูดภาษาในตระกูลไท-กะไดโดยเฉพาะ

b)

กลุ่มที่พูดภาษาจีนทุกกลุ่มในประเทศ

c)

กลุ่มที่พูดภาษามอญ-เขมรเป็นหลัก

d)

กลุ่มที่พูดภาษาออสโตรเนเชียนทางใต้

14.

กลุ่มชาติพันธุ์ไท-กะได หมายถึงกลุ่มใด?

a)

กลุ่มที่พูดภาษาในตระกูลไท-กะไดโดยเฉพาะ

b)

กลุ่มที่พูดภาษาจีนทุกกลุ่มในประเทศ

c)

กลุ่มที่พูดภาษามอญ-เขมรเป็นหลัก

d)

กลุ่มที่พูดภาษาออสโตรเนเชียนทางใต้

15.

กลุ่มชาติพันธุ์ในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติกมักประกอบอาชีพใดเป็นหลัก?

a)

การประมงทะเลและการหาสัตว์น้ำ

b)

การค้าขายระหว่างประเทศขนาดใหญ่

c)

การเกษตรและการหาของป่าดั้งเดิม

d)

การทอผ้าและงานหัตถกรรมพื้นบ้าน

16.

ข้อใดคือลักษณะสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์ในตระกูลภาษาออสโตรเนเชียน?

a)

การอาศัยอยู่ในเขตภูเขาสูงเป็นหลัก

b)

ความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมทางทะเลใกล้ชิด

c)

การนับถือศาสนาอิสลามทั้งหมดในกลุ่ม

d)

การอาศัยในที่ราบลุ่มแม่น้ำเป็นส่วนใหญ่

17.

ปัญหาการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่คนในกลุ่มไม่พึงพอใจเกิดจากอะไร?

a)

เนื่องจากเป็นการออกเสียงที่ยากลำบาก

b)

เนื่องจากมีความหมายในทางเหยียดหยาม

c)

เนื่องจากเป็นชื่อที่ไม่ทันสมัยพอแล้ว

d)

เนื่องจากการสะกดที่ซับซ้อนเกินไป

18.

ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์เปลี่ยนแปลงอย่า

4 lines
19.

ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว?

a)

บริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

b)

บริบททางเศรษฐกิจที่พัฒนาขึ้น

c)

บริบททางวัฒนธรรมที่ปรับตัวใหม่

d)

บริบททางดาราศาสตร์ที่ศึกษาไว้

20.

กลุ่มชาติพันธุ์ในตระกูลภาษาจีน-ทิเบต ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในภูมิประเทศแบบใด?

a)

ที่ราบลุ่มแม่น้ำอันอุดมสมบูรณ์

b)

ชายฝั่งทะเลที่มีทรัพยากรมาก

c)

เขตภูเขาสูงที่มีอากาศเย็น

d)

ที่ราบสูงกว้างใหญ่ทั่วไป

21.

การเสนอให้เรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ตามที่คนในเรียกตนเอง สะท้อนแนวคิดใด?

a)

การเคารพในศักดิ์ศรีและอัตลักษณ์ตน

b)

การสร้างเอกภาพในชื่อเรียกเดียวกัน

c)

การลดความซับซ้อนในการจัดกลุ่มข้อมูล

d)

การอำนวยความสะดวกทางการปกครอง

22.

กลุ่มชาติพันธุ์ใดต่อไปนี้จัดอยู่ในตระกูลภาษาม้ง-เมียน?

a)

กลุ่มกะเหรี่ยงและกลุ่มมอญรวมกัน

b)

กลุ่มม้งและกลุ่มเย้าร่วมตระกูล

c)

กลุ่มไทลื้อและกลุ่มไทใหญ่

23.

กลุ่มชาติพันธุ์ใดต่อไปนี้จัดอยู่ในตระกูลภาษาม้ง-เมียน?

a)

กลุ่มกะเหรี่ยงและกลุ่มมอญรวมกัน

b)

กลุ่มม้งและกลุ่มเย้าร่วมตระกูล

c)

กลุ่มไทลื้อและกลุ่มไทใหญ่คล้ายกัน

d)

กลุ่มชาวเลและกลุ่มมลายูใกล้เคียง

24.

เหตุใดข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยจึงต้องได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง?

a)

เพราะจำนวนกลุ่มชาติพันธุ์ลดลงอย่างต่อเนื่อง

b)

เพราะกลุ่มชาติพันธุ์มีวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลง

c)

เพราะรัฐบาลต้องการยุบรวมกลุ่มชาติพันธุ์

d)

เพราะมีการอพยพออกนอกประเทศมาก

25.

ข้อใดคือความท้าทายในการจัดเก็บข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์?

a)

กลุ่มชาติพันธุ์ไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ

b)

ข้อมูลไม่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย

c)

ภาษาที่ใช้สื่อสารแตกต่างกันมากมาย

d)

พื้นที่อยู่อาศัยเข้าถึงยากลำบาก

26.

การเสนอปรับชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ในปี พ.ศ. 2552 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออะไร?

a)

เพื่อลดความซับซ้อนของระบบฐานข้อมูล

b)

เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กลุ่มชาติพันธุ์

c)

เพื่อทำให้ชื่อเรียกเป็นมาตรฐานเดียวกัน

27.

การเสนอปรับชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ในปี พ.ศ. 2552 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออะไร?

a)

เพื่อลดความซับซ้อนของระบบฐานข้อมูล

b)

เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กลุ่มชาติพันธุ์

c)

เพื่อทำให้ชื่อเรียกเป็นมาตรฐานเดียวกัน

d)

เพื่ออำนวยความสะดวกในการวิจัย

28.

กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจอย่างไร?

a)

มีการรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างเคร่งครัด

b)

วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงตามบริบทที่เปลี่ยนไป

c)

อพยพออกนอกประเทศทั้งหมดไม่มีเหลือ

d)

ละทิ้งภาษาดั้งเดิมทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง

29.

ข้อใดคือตัวอย่างกลุ่มชาติพันธุ์ในตระกูลภาษาไท-กะได?

a)

กลุ่มมอญและกลุ่มเขมรร่วมกัน

b)

กลุ่มม้งและกลุ่มเย้าคล้ายคลึงกัน

c)

กลุ่มไทลื้อและกลุ่มไทใหญ่หลัก

d)

กลุ่มกะเหรี่ยงและกลุ่มอาข่าใกล้ชิด

30.

กลุ่มชาติพันธุ์ในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก ได้แก่กลุ่มใด?

a)

กลุ่มชาวเลทางภาคใต้เพียงอย่างเดียว

b)

กลุ่มมอญ เขมร และกุยรวมกัน

c)

กลุ่มม้งและเย้าภาคเหนือส่วนใหญ่

d)

กลุ่มไทลื้อและไทใหญ่หลักๆ

31.

การยกเลิกการเผยแพร่ข้อมูลกลุ่มชาติพั

4 lines
32.

อเชียติก ได้แก่กลุ่มใด?

a)

กลุ่มชาวเลทางภาคใต้เพียงอย่างเดียว

b)

กลุ่มมอญ เขมร และกุยรวมกัน

c)

กลุ่มม้งและเย้าภาคเหนือส่วนใหญ่

d)

กลุ่มไทลื้อและไทใหญ่หลักๆ

33.

การยกเลิกการเผยแพร่ข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ส่งผลอย่างไร?

a)

ทำให้ข้อมูลไม่เป็นปัจจุบันเท่าที่ควร

b)

ทำให้การวิจัยเกี่ยวกับชาติพันธุ์สะดวก

c)

ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์เป็นเอกภาพมากขึ้น

d)

ทำให้ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์เป็นมาตรฐาน

34.

ข้อใดคือกลุ่มชาติพันธุ์ในตระกูลภาษาออสโตรเนเชียน?

a)

กลุ่มมอญและกลุ่มเขมรร่วมตระกูล

b)

กลุ่มม้งและกลุ่มเย้าภาคเหนือส่วนใหญ่

c)

กลุ่มมลายูและกลุ่มชาวเลทางใต้

d)

กลุ่มไทลื้อและกลุ่มไทใหญ่หลักๆ

35.

เหตุใดชื่อที่คนอื่นเรียกกลุ่มชาติพันธุ์จึงมักมีปัญหา?

a)

เพราะไม่ถูกต้องตามหลักภาษาศาสตร์ศึกษา

b)

เพราะฟังไม่ไพเราะแก่หูผู้ฟังทั่วไป

c)

เพราะมักมีนัยเหยียดหยามและอคติ

d)

เพราะยาวเกินไปจนจำได้ยาก

36.

การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของประเทศไทยส่งผลต่อกลุ่มชาติพันธุ์อย่างไร?

a)

กลุ่มชาติพันธุ์แยกตัวจากสังคมมากขึ้น

b)

กลุ่มชาติพันธุ์มีวิถีชีว

37.

การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของประเทศไทยส่งผลต่อกลุ่มชาติพันธุ์อย่างไร?

a)

กลุ่มชาติพันธุ์แยกตัวจากสังคมมากขึ้น

b)

กลุ่มชาติพันธุ์มีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป

c)

กลุ่มชาติพันธุ์รักษาวัฒนธรรมเดิมไว้

d)

กลุ่มชาติพันธุ์อพยพไปอยู่ประเทศอื่น

38.

ข้อใดคือความสำคัญของการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ตามที่คนในเรียกตนเอง?

a)

สะดวกในการออกเสียงสำหรับทุกคน

b)

สั้นและจำง่ายสำหรับผู้สนใจทั่วไป

c)

เคารพในศักดิ์ศรีและอัตลักษณ์ของกลุ่ม

d)

เป็นมาตรฐานสากลที่ยอมรับกัน

39.

ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์มีความสำคัญอย่างไร?

a)

สำหรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเท่านั้น

b)

สำหรับการวิจัยและเข้าใจความหลากหลาย

c)

สำหรับการจัดเก็บภาษีอากรอย่างเป็นระบบ

d)

สำหรับการเกณฑ์ทหารตามกฎหมาย