NEW
Font size
Worksheetsมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี
Total questions: 24
Worksheet time: 36mins
ผู้แต่งมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี คือใคร
เจ้าพระยาพระคลังหน
กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
ศรีปราชญ์
พระนารายณ์มหาราย
ข้อใดคือมหาเวสสันดรชาดกฉบับผลงานของเจ้าพระยาพระคลัง(หน)
กัณฑ์ทศพร กัณฑ์ทานกัณฑ์
กัณฑ์กุมาร กัณฑ์มัทรี
กัณฑ์มัทรี กัณฑ์ชูชก
กัณฑ์มหาพน กัณฑ์จุลพน
กัณฑ์มัทรีเป็นกัณฑ์ที่เท่าใดในเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก
กัณฑ์ที่ ๘
กัณฑ์ที่ ๙
กัณฑ์ที่ ๑๐
กัณฑ์ที่ ๑๑
ปมปัญหาสำคัญในเรื่องมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี คืออะไร
พระเวสสันดรยกสองกุมารให้ชูชกไปแล้ว
พระเวสสันดรทรงบริภาษพระนางมัทรีอย่างเสียหาย
พระนางมัทรีทรงตามหาสองกุมารตลอดทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้า
เทพยดาแปลงเป็นพญาเสือโคร่งมาขวางหน้าพระนางมัทรี
ข้อใดไม่ใช่ ๓ สัตว์ชนิดที่เทวดาแปลงกายนอนขวางเส้นทางกลับอาศรมของพระนางมัทรี
ราชสีห์
งูเหลือมยักษ์
เสือเหลือง
เสือโคร่ง
คำประพันธ์ประเภทร่ายยาวมีลักษณะอย่างไร
ยกคาถาบาลีสลับกับคำประพันธ์ประเภทต่างๆ
แปลคาถาบาลีเป็นภาษาไทยตลอดเรื่อง
แปลคาถาบาลีสลับกับภาษาไทยเป็นตอนๆ
ยกคาถาบาลีขึ้นเป็นหลักแล้วแปลแต่งเป็นภาษาไทยสลับกัน
“ไม่เว้นวายหายเหือดเป็นลางร้ายไปรอบข้างพระนัยเนตรก็พร่าง ๆ อยู่พรายพร้อม” ข้อใดไม่ใช่ลางร้ายที่เกิดขึ้นกับพระนางมัทรี
ทั้งแปดทิศก็มืดมัวมนทุกแห่งหน
ไม้ที่มีผลเป็นพุ่มพวงก็กลายกลับเป็นดอกดวง
พระพายพัดก็ร่วงโรยรายดอกเป็นมูนมอง
แสรกคานบันดาลพลิกพลัดลงจากพระอังสา
อกของใครจะอาภัพยับพิกลเหมือนอกของมัทรีไม่มีเนตร น่าที่จะสงสารสังเวชโปรดปรานีว่ามัทรีนี้เป็นเพื่อนยากอยู่จริงๆ ช่างค้อนติงปริภาษณาได้ลงคอไม่คิดเลย...”
คำประพันธ์ดังกล่าวนี้ ผู้พูดกล่าวด้วยน้ำเสียงอย่างไร
เหน็บแนม
ตัดพ้อต่อว่า
ดูถูกดูหมิ่น
เยาะเย้ยถากถาง
“สุดสายนัยนาที่แม่จะตามไปเล็งแล สุดโสตแล้วที่แม่จะซับทราบฟังสำเนียง สุดสุรเสียงที่แม่จะร่ำเรียกพิไรร้อง
สุดฝีเท้าที่แม่จะเยื้องย่องยกย่างลงเหยียบดิน ก็สุดสิ้นสุดปัญญาสุดหาสุดค้นเห็นสุดคิด”
คำประพันธ์นี้สะท้อนลักษณะนิสัยของพระนางมัทรีเด่นชัดที่สุดในเรื่องใด
ความรักและคิดถึงลูก
ความอดทนต่อความพยายามค้นหาลูก
ความมุ่งมั่นพยายามค้นหาลูก
ความทุกข์ยากในการตามหาลูก
ข้อใดเป็นแนวคิดสำคัญของเรื่อง
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี
ความเสียสละที่ยิ่งใหญ่เพื่อมวลชน
ความรักอันยิ่งใหญ่ของแม่ที่มีต่อลูก
บทบาท หน้าที่ของสตรีไทยที่ดีงาม
การบริจาคทานที่ยิ่งใหญ่
“อุปมาเสมือนหนึ่งภุมรินบินวะว่อน
เที่ยวซับซาบเอาเกสรสุคนธมาเลศ
พบดอกไม้อันวิเศษต้องประสงค์
หลงเคล้าคลึงรสจนลืมรัง”
ใครเป็นคนกล่าวข้อความข้างต้น
พระเวสสันดรพูดกับชูชก
พระเวสสันดรพูดกับนางมัทรี
พระนางมัทรีพูดกับพระเวสสันดร
พระนางมัทรีพูดกับลูก
“พระทรวงนางสั่นระรัวริกเต้นดั่งตีปลา” ข้อความนี้แสดงว่า
พระนางมัทรีรู้สึกต่อไปนี้ ยกเว้น ข้อใด
ตื่นเต้น
กระวนกระวายใจ
ตกใจ
หวาดกลัว
“ต่อมืดมัวจึงกลับมา ทำเป็นบีบน้ำตาตือว่าลูกหาย ใครจะไม่รู้แยบคายความคิดหญิง ถ้าแม้นเจ้าอาลัยอยู่ด้วยลูกจริงเหมือนวาจา ก็จะรีบกลับเข้ามาแต่ตะวันไม่ทันรอน”
ผู้กล่าวข้อความข้างต้น มีจุดประสงค์ใด
1. ต้องการให้ผู้ฟังมีความรับผิดชอบ และตรงต่อเวลา
2. ต้องการให้ผู้ฟังสำนึกผิด และหยุดการตัดพ้อต่อว่าตน
3. ต้องการให้ผู้ฟังคลายความโศกเศร้า โดยการเปลี่ยนเรื่อง
4. ต้องการให้ผู้ฟังทราบว่า ผู้พูดรู้ทันผู้ฟังทั้งความคิดและพฤติกรรม
อะไรเป็นเหตุให้พระนางมัทรีเศร้าโศกจนถึงสลบ
ก. กลัวสัตว์ร้ายที่มานอนขวางหน้า
ข. ถูกพระเวสสันดรบริภาษเกรี้ยวกราดด่าว่า
ค. เที่ยวตามหาพระโอรสธิดาตลอดทั้งคืนแล้วไม่พบ
ง. เหนื่อยยากกับการเที่ยวหาและเก็บผลไม้ซึ่งหาได้ยาก
ข้อใดใช้โวหารเปรียบเทียบแตกต่างจากข้ออื่น
ก. พระอาศรมก็หมองศรีเสมือนหนึ่งว่าจะเศร้าโศก
ข. ครั้นคลาดแคล้วคลื่นคล้อยเข้าสู่ดง
ปานประหนึ่งว่าจะหลงลืมลูกและผัว
ค. ขอบฟ้าก็ดาดแดงเป็นสายเลือด
ไม่เว้นวายหายเหือดเป็นลางร้ายไปรอบข้าง
ง. เรไรร้องอยู่หริ่งหริ่งระเรื่อยโรย
โหยสำเนียงดั่งเสียงสังคีตขับประโคมไพร
ก. พระอาศรมก็หมองศรีเสมือนหนึ่งว่าจะเศร้าโศก
ข. ครั้นคลาดแคล้วคลื่นคล้อยเข้าสู่ดง
ปานประหนึ่งว่าจะหลงลืมลูกและผัว
ค. ขอบฟ้าก็ดาดแดงเป็นสายเลือด
ไม่เว้นวายหายเหือดเป็นลางร้ายไปรอบข้าง
ง. เรไรร้องอยู่หริ่งหริ่งระเรื่อยโรย
โหยสำเนียงดั่งเสียงสังคีตขับประโคมไพร
จากข้อข้างต้น ข้อใดเป็นการซ้ำคำ และคำอัพภาส
ก.
ข.
ค.
ง.
ดูกรภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีลวิสุทธิสิกขา เมื่อสมเด็จพระนางมัทรีเธอได้สมปฤาดีคืนมา นางพระยาเจ้าละอายแก่เทพดานัก
ข้อใดคือเหตุผลที่ทำให้พระนางมัทรีละอายแก่เทพดา
ก. ที่ทรงโศกเศร้าหนักจนถึงแก่วิสัญญีภาพ
ข. ที่ความอาลัยรักพระลูกนั้นเกินควร
ค. ด้วยเห็นว่านอนอยู่บนตักพระราชฤๅษีมิบังควร
ง. พระสามีก็มิได้ตรัสปรานีแต่สักนิดสักหน่อยหนึ่ง
อุปมาเหมือนไข้หนักแล้วมิหนำยังแพทย์เอายาพิษมาวางซ้ำให้เวทนา
ความเปรียบนี้มีความหมายตรงกับข้อใด
ก. เจ็บพระทัยด้วยถูกหาว่าคบชู้แล้วยังทุกข์โศกด้วยเรื่องลูกหาย
ข. ทุกข์โศกด้วยเรื่องลูกหายแล้วยังเศร้าโศกด้วยพระสวามีนิ่งขึงเหมือนทรงขัดเคือง
ค. ทุกข์โศกที่ถูกกล่าวหาว่าลอบคบชู้แล้วยังทุกข์โศกด้วยเรื่องพระสวามีขัดเคือง
ง. ทุกข์โศกด้วยเรื่องตามหาลูกไม่พบ แล้วยังถูกกล่าวหาว่ามารยาลอบคบชู้สู่ชาย
คำกล่าวในข้อใดไม่เป็นการใช้อุบายให้
ความโศกเสื่อมสร่างสงบจิต
ก. ครั้นคลาดแคล้วเคลื่อนคล้อยเข้าสู่ดง
ประหนึ่งว่าจะหลงลืมลูกและผัว
ข. เออก็เมื่อเช้าจะเข้าป่าน่าสงสารปานประหนึ่งว่าจะไปมิได้ ทำร้องไห้ฝากลูกมิรู้แล้ว
ค. อุปมาเสมือนหนึ่งภูมรินบินวะว่อนเที่ยวซับซาบเอาเกสรสุคนธมาเลศ พบดอกไม้อันวิเศษต้องประสงค์หลงเคล้าคลึงรสจนลืมรัง
ง. พระองค์เห็นพิรุธรอยร้าวที่ตรงไหน ทอดพระเนตรสังเกตไว้แต่ปางก่อน จึงเคืองค่อนด้วยคำหยาบ
แถวโน้นก็แก้วเกดพิกุลแกมกับกาหลง ถัดไปก็สายหยุดประยงค์และยมโดย พระพายพัดก็ร่วงโรยรายดอกลงมูนมอง
คำประพันธ์นี้กล่าวถึงไม้ดอกกี่ชนิด
ก. 6 ชนิด
ข. 7 ชนิด
ค. 8 ชนิด
ง. 9 ชนิด
รัศมีพระจันทร์ก็มัวหมอง เหมือนเศร้าโศกแสนวิโยคเมื่อยามปัจจุสมัย คำที่พิมพ์ตัวหนา
ขีดเส้นใต้ หมายถึงอะไร
ก. เวลารุ่งเช้า
ข. เวลากลางวัน
ค. เวลาย่ำค่ำ
ง. เวลากลางคืน
คำตอบในข้อใดปรากฏโวหารสัทพจน์
ก. ทั้งนกหกก็งัวเงียเหงาเงียบทุกรวงรัง
ข. โหยสำเนียงดังเสียงสังคีตขับประโคมไพร
ค. พระโสตฟังให้หวาดแว่วว่าสำเนียงพระลูกแก้ว
ง. สมเด็จอรไทเธอเที่ยวตะโกนกู่กู๋ก้อง.
ข้อใดเป็นการแสดงลางร้าย
ก. ไม้ผลเป็นพุ่มพวง ก็กลายกลับเป็นดอกดวงเดียรดาษ
ข. แสงพระจันทร์ดั้นส่องต้องน้ำค้างที่ขัง
ให้ไหลย้อย
ค. แสงพระจันทร์อันผุดผ่องมาต่างประทีปแก้วงามโอภาส
ง. ทั้งจักจั่นพรรณลองไนเรไรร้องอยู่หริ่งหริ่งระเรื่อยโรย
สัตพิธรัตน์ หมายถึงแก้วกี่ประการ อะไรบ้าง
ก. เจ็ดประการ ได้แก่ เพชร ทอง เงิน ทับทิม ไพฑูรย์ มุกดา แก้วประพาฬ
ข. ห้าประการ ได้แก่ เพชร ทอง นาก เงิน ทับทิม
ค. หกประการ
ได้แก่ เพชร ทอง เงิน ทับทิม ไพฑูรย์ มุกดา
ง. แปดประการ ได้แก่ เพชร ทอง เงิน นาก ทับทิม ไพฑูรย์ มุกดา แก้วประพาฬ
