wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน

Total questions: 20

Worksheet time: 9mins

Name
Class
Date
1.

ข้อใดคือจุดประสงค์ของการแต่งกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน

a)

เพื่อรวบรวมรายชื่ออาหารที่เป็นที่นิยมของราชสำนัก

b)

เพื่อความเพลิดเพลินระหว่างเดินทาง

c)

เพื่อเป็นบทเห่เรือในการเสด็จประพาสส่วนพระองค์

d)

เพื่อเป็นบทขับร้องในประเพณีแข่งเรือ

2.

กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานมีลักษณะการแต่งเหมือนคำประพันธ์ใด

a)

กาพย์ห่อโคลงนิราศ

b)

โคลงนิราศพระบาท

c)

กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง

d)

กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศ

3.

กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน มีสะท้อนให้เ็นภูมิปัญญาของคนสมัยก่อนในเรื่องใด

a)

ฝีมือการแกะสลัก

b)

ฝีมือการจัดโต๊ะเสวย

c)

ฝีมือในการปรุงอาหาร

d)

ฝีมือในการจัดดอกไม้

4.

คำประพันธ์ในข้อใดกล่าวถึงอาหารแตกต่างจากข้ออื่น

a)

ช้าช้าพล่อเนื้อสด ฟุ้งปรากฎรสหื่นหอม

b)

มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง

c)

ความรักยักเปลี่ยนท่า ทำน้ำยาอย่างเเกงขม

d)

เทโพพื้นเนื้อท้อง เป็นมันย่องล่องลอยมัน

5.

ข้อใด ไม่ใช่ อาหารในบทพระราชนิพนธ์กาพเห่ชมเครื่องคาวหวาน

a)

ล่าเตียง

b)

ต้มยำกุ้ง

c)

ยำใหญ่

d)

รังนก

6.

"ตับเหล็กลวกหล่อนต้ม" คำว่า ตับเหล็ก เป็นอวัยวะใด

a)

ปอด

b)

ตับ

c)

ม้าม

d)

หัวใจ

7.

" รังนกนึ่งน่าซด โอชารสกว่าทั้งปวง" นังนก หมายถึง รังของนกอะไร

a)

นกกาบบัว

b)

นกนางแอ่น

c)

นกเป็ดน้ำ

d)

นกนางนวล

8.

คำประพันธ์ในข้อใดกล่าวถึงอาหารสองชนิด

a)

ข้างหุงปรุงอย่างเทศ รสพิเศษใส่ลูกเอ็น

b)

ก้อยกุ้งปรุงประทิ่น วางถึงลิ้นดิ้นแดโดย

c)

ไตปลาเสแสร้งว่า ดุจวาจากระบิดกระบวน

d)

ตับเหล็กลวกหล่อนต้ม เจือน้ำส้มโรยพริกไทย

9.

ข้อใดเป็นโวหารเปรียบเทียบ

a)

โอชาจะหาไหน ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง

b)

พิศห่อเห็นรางชาง ห่างห่อหวนป่วนใจโหย

c)

คืดความยามถนอม สนิทเนื้อเจือเสาวคนธ์

d)

นกพรากจากรังรวง เหมือนเรียมร้างห่างห้องหวน

10.

ข้าวหุงปรุงอย่าเทศ รสพิเศษใส่ลูกเอ็น คำว่า ลูกเอ็น หมายถึงอะไร

a)

ลูกเกด

b)

ลูกผักชี

c)

ลูกกระวาน

d)

ลูกชิ้นเอ็น

11.

กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานสะท้อนให้เห็นลักษณะอาหารอย่่างไร

a)

เห็นว่าอาหารไทยรับอิทธิพลชาติอื่นมาทั้งสิ้น

b)

เห็นว่าอาหารไทยมีมากมายหลายชนิด

c)

เห็นว่าอาหารไทยสงวนไว้ให้คนในวังทำเท่านั้น

d)

เห็นว่าอาหารไทยมาจากวัตถุดิบของคนไทยเอง

12.

ข้อใด ไม่มี โวหารเปรียบเทียบ

a)

ใครหุงปรุงไม่เป็น เช่นเชิงมิตรประดิษฐ์ทำ

b)

รสทิพย์หยิบมาโปรย ฤๅจะเปรียบเทียบทันขวัญ

c)

พิศห่อเห็นรางชาง ห่างห่อหวนป่วนใจโหย

d)

ไตปลาเสแสร้งว่า ดุจวาจากระบิดกระบวน

13.

ใบทองหลางใช้รับประทานกับอะไร

a)

ล่าเตียง

b)

ก้อยกุ้ง

c)

หมูแนม

d)

หรุ่ม

14.

คำประพันธ์ในข้อใด มิได้กล่าวถึงนางอันเป็นที่รัก

a)

ล่าเตียงคิดเตียงน้อง นอนเตียงทองทำเมืองบน ลดหลั่นชั้นชอบกล ยลอยากนิทรคิดแนบนอน

b)

รังนกนึ่งน่าซด โอชารสกว่าทั้งปวง นกพรากจากรังรวง เหมือนเรียมร้างห่างห้องหวน

c)

มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา

d)

ยำใหญ่ใส่สารพัด วางจานจัดหลายเหลือตรา รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ

15.

กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานแต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทใด

a)

โคลงผสมกาพย์

b)

กลอนแปดผสมโคลง

c)

กาพย์ผสมโคลง

d)

โคลงผสมร่าย

16.

อาหารใดในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ที่แสดงถึงการรับวัฒนธรรมจากชนชาติอื่น

a)

ยำใหญ่

b)

แกงเทโพ

c)

พล่าเนื้อสด

d)

หรุ่ม

17.

ผักในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานมีอะไรบ้าง

a)

ผักโฉม ใบสาระแหน่ ผักขม

b)

ผักโฉม ใบโศก ผักหวาน

c)

ผักคะน้า แตงกวา ผักบุ้ง

d)

ผักโฉม ผักขม ผักชี

18.

"เห็นหรุ่มรุมทรวงเศร้า รุ่มรุ่มเร้าคือไฟฟอน เจ็บไกลใจอาวรณ์ ร้อนรุมรุ่มกลุ้มกลางทรวง"

คำประพันธ์ข้างต้น มีลักษณะเด่นด้านใด

a)

ใช้วิธีการสั่งสอนให้เห็นถึงความร้อนรุ่มของความรัก

b)

ใช้โวหารเปรียบเทียบให้เห็นถึงความโศกเศร้าที่ต้องจากนางอันเป็นที่รัก

c)

ใช้วิธีการบรรยายให้เห็นภาพพจน์ของอาหาร

d)

ใช้วิธีการเล่นสัมผัสทั้งสระและอักษร

19.

คำประพันธ์ข้อใดแสดงโวหารในการเล่นคำซ้ำ เล่นคำ อุปมาอุปไมย เพื่อสร้างอารมณ์ในการอ่าน

a)

ไตปลาเสแสร้งว่า ดุจวาจากระบิดกระบวน ใบโศกบอกโศกครวญ ให้พี่เคร่าเจ้าดวงใจ

b)

ล่าเตียงคิดเตียงน้อง นอนเตียงทองทำเมืองบน ลดหลั่นชั้นชอบกล ยลอยากนิทรคิดแนบนอน

c)

หมูแนมแหลมเลิศรส พร้อมพริกสดใบทองหลาง พิศห่อเห็นรางชาง ห่างห่อหวนป่วนใจโหย

d)

มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา

20.

"นางอันเป็นที่รัก" ในเรื่องกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานหมายถึงใคร

a)

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

b)

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

c)

สมเด็จพระศรีสุริโยทัย

d)

สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี