Worksheetsข้อสอบกลางภาค 1-2567 วิชา SCM-304
Total questions: 36
Worksheet time: 18mins
Name
Class
Date
1.
รหัส
4 lines
2.
ชื่อ- สกลุ
4 lines
3.
การประเมินประสิทธิภาพในระบบโลจิสติกส์และโซ่อุปทานมีความสำคัญอย่างไร?
a)
เพื่อปรับปรุงกระบวนการต่าง ๆ
b)
เพื่อเพิ่มต้นทุนการผลิต
c)
เพื่อลดคุณภาพสินค้า
d)
เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิต
e)
เพื่อลดเวลาการทำงาน
4.
การวัดประสิทธิภาพในระดับใดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานประจำวัน?
a)
ระดับกลยุทธ์
b)
ระดับโครงการ
c)
ระดับการดำเนินงาน
d)
ระดับการบริหารจัดการ
e)
ระดับการเงิน
5.
KPI คือย่อมาจากภาษาอังกฤษ คือข้อใด
a)
Key Performance Index
b)
Key Performance Indicator
c)
Key Process Improvement
d)
Key Project Indicator
e)
Key Performance Improvement
6.
การเก็บรวบรวมข้อมูลในการประเมินประสิทธิภาพควรเริ่มต้นด้วยอะไร?
a)
การระบุแหล่งข้อมูล
b)
การวิเคราะห์ข้อมูล
c)
การจัดทำรายงาน
d)
การตัดสินใจ
e)
การเลือกเครื่องมือการเก็บข้อมูล
7.
เครื่องมือใดที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อแสดงผลในรูปแบบกราฟิก?
a)
ERP
b)
WMS
c)
TMS
d)
Power BI
e)
GPS
8.
อะไรเป็นตัวชี้วัดที่ใช้ในการประเมินการจัดส่งสินค้าที่ตรงเวลา?
a)
On-Time Delivery
b)
Inventory Turnover Rate
c)
Customer Satisfaction
d)
Carrying Cost of Inventory
e)
Stockout Rate
9.
การวัดประสิทธิภาพในการจัดการคลังสินค้าสามารถใช้ตัวชี้วัดใด?
a)
Customer Satisfaction Score
b)
Net Promoter Score
c)
Inventory Turnover Rate
d)
First Contact Resolution
e)
Perfect Order Rate
10.
การรายงานผลการประเมินประสิทธิภาพควรทำอย่างไร?
a)
ทำรายงานที่สั้นและไม่มีรายละเอียดมาก
b)
ทำรายงานที่ครอบคลุมและมีข้อมูลที่ชัดเจน
c)
ทำรายงานที่ไม่มีการวิเคราะห์ข้อมูล
d)
ทำรายงานเฉพาะเจาะจงไปยังพนักงานคนเดียว
e)
ทำรายงานเฉพาะในกรณีที่มีปัญหา
11.
การประเมินประสิทธิภาพมีวัตถุประสงค์หลักอย่างไร?
a)
เพื่อเพิ่มความซับซ้อนในการทำงาน
b)
เพื่อลดจำนวนพนักงาน
c)
เพื่อวัดและปรับปรุงกระบวนการต่าง ๆ
d)
เพื่อสร้างความขัดแย้งภายในองค์กร
e)
เพื่อลดการใช้เทคโนโลยี
12.
การวิเคราะห์ข้อมูลในการประเมินประสิทธิภาพควรเลือกวิธีการวิเคราะห์อย่างไร?
a)
เลือกวิธีที่ใช้เวลาน้อยที่สุด
b)
เลือกวิธีที่เหมาะสมกับประเภทของข้อมูล
c)
เลือกวิธีที่ยากที่สุดในการทำความเข้าใจ
d)
เลือกวิธีที่ไม่ต้องใช้ซอฟต์แวร์ใด ๆ
e)
เลือกวิธีที่ไม่ต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ
13.
การขนส่ง (Transportation) เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการโลจิสติกส์ที่มีบทบาทอย่างไร?
a)
การผลิตสินค้า
b)
การเคลื่อนย้ายสินค้าและวัตถุดิบ
c)
การให้บริการลูกค้า
d)
การบรรจุหีบห่อสินค้า
e)
การควบคุมสินค้าคงคลัง
14.
การจัดการคลังสินค้า (Warehousing) มีความสำคัญอย่างไรในกระบวนการโลจิสติกส์?
a)
เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า
b)
เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิต
c)
เพื่อจัดเก็บสินค้าในคลังสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
d)
เพื่อการควบคุมต้นทุนการผลิต
e)
เพื่อการให้บริการหลังการขาย
15.
ต้นทุนโลจิสติกส์ (Logistics Cost) หมายถึงอะไร?
a)
ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาสินค้า
b)
ค่าใช้จ่ายในการจัดการและเคลื่อนย้ายสินค้า
c)
ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
d)
ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศ
e)
ค่าใช้จ่ายในการรักษาคุณภาพสินค้า
16.
ต้นทุนการขนส่ง (Transportation Costs) ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายใดบ้าง?
a)
ค่าขนส่งทางถนน ทางน้ำ ทางอากาศ หรือทางราง
b)
ค่าบำรุงรักษายานพาหนะ
c)
ค่าแรงงานที่เกี่ยวข้อง
d)
ถูกทุกข้อ
e)
ไม่มีข้อใดถูกต้อง
17.
ต้นทุนการจัดการสต็อกสินค้า (Inventory Carrying Costs) เกี่ยวข้องกับอะไร?
a)
ค่าขนส่งสินค้า
b)
ค่าดอกเบี้ย ค่าประกันภัย และการจัดการสินค้าที่เสียหาย
c)
ค่าพื้นที่เช่าคลังสินค้า
d)
ค่าบรรจุภัณฑ์
e)
ค่าบริการหลังการขาย
18.
การบรรจุหีบห่อ (Packaging) มีบทบาทสำคัญอย่างไรในกระบวนการโลจิสติกส์?
a)
เพื่อป้องกันความเสียหายระหว่างการขนส่งและการจัดเก็บ
b)
เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า
c)
เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิต
d)
เพื่อการตลาด
e)
เพื่อการควบคุมคุณภาพสินค้า
19.
ต้นทุนการบริการลูกค้า (Customer Service Costs) เกี่ยวข้องกับอะไร?
a)
ค่าดำเนินการขอคืนสินค้า
b)
ค่าบำรุงรักษายานพาหนะ
c)
ค่าแรงงานในการจัดการสต็อกสินค้า
d)
ค่าขนส่งทางอากาศ
e)
ค่าบรรจุภัณฑ์
20.
การจัดการต้นทุนโลจิสติกส์ที่ดีมีผลกระทบอย่างไรต่อการแข่งขันทางธุรกิจ?
a)
ทำให้ธุรกิจสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น
b)
ทำให้ธุรกิจเสียเปรียบในการแข่งขัน
c)
ทำให้ธุรกิจต้องลดราคาสินค้า
d)
ทำให้ธุรกิจต้องเพิ่มการผลิต
e)
ทำให้ธุรกิจต้องเพิ่มต้นทุนการขนส่ง
21.
ผลกระทบของการบริหารต้นทุนโลจิสติกส์ที่ไม่ดีคืออะไร?
a)
ราคาสินค้าสูงขึ้นและยอดขายลดลง
b)
ต้นทุนการขนส่งลดลง
c)
การเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า
d)
การเพิ่มรายได้ของบริษัท
e)
การลดต้นทุนการผลิต
22.
การคำนวณต้นทุนโลจิสติกส์ต่อยอดขายสำคัญอย่างไร?
a)
เพื่อเพิ่มต้นทุนการผลิต
b)
เพื่อวัดประสิทธิภาพในการจัดการโลจิสติกส์
c)
เพื่อลดคุณภาพสินค้า
d)
เพื่อเพิ่มยอดขาย
e)
เพื่อลดปริมาณการผลิต
23.
ต้นทุนการขนส่งเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนโลจิสติกส์ที่สำคัญ เพราะเหตุใด?
a)
เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในทุกกระบวนการ
b)
เพราะเกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าโดยตรง
c)
เพราะเป็นต้นทุนที่ไม่สามารถควบคุมได้
d)
เพราะมีผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ
e)
เพราะเป็นต้นทุนที่ไม่มีความสำคัญต่อยอดขาย
24.
วิธีการคำนวณต้นทุนโลจิสติกส์ต่อยอดขายสามารถทำได้อย่างไร
a)
การคำนวณจากรายได้รวมของบริษัท
b)
การคำนวณจากต้นทุนโลจิสติกส์รวม หารด้วยยอดขายรวม
c)
การคำนวณจากต้นทุนการผลิตสินค้า
d)
การคำนวณจากกำไรสุทธิของบริษัท
e)
การคำนวณจากจำนวนสินค้าที่ขายได้
25.
การจัดเก็บสินค้าในคลังสินค้ามีผลกระทบต่ออะไรในกระบวนการโลจิสติกส์?
a)
การเพิ่มยอดขาย
b)
การลดต้นทุนการผลิต
c)
การเพิ่มต้นทุนโลจิสติกส์
d)
การปรับปรุงคุณภาพสินค้า
e)
การลดเวลาการผลิต
26.
การลดต้นทุนโลจิสติกส์สามารถทำได้อย่างไร?
a)
การลดปริมาณสินค้าคงคลัง
b)
การลดการขนส่งสินค้า
c)
การเพิ่มจำนวนพนักงาน
d)
การเพิ่มปริมาณสินค้าคงคลัง
e)
ถูกทุกข้อ
27.
ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อยอดขายควรอยู่ในระดับใดจึงจะถือว่ามีประสิทธิภาพ?
a)
ต่ำกว่า 10%
b)
สูงกว่า 50%
c)
ระหว่าง 30-40%
d)
ระหว่าง 40-50%
e)
สูงกว่า 60%
28.
ความสามารถในการส่งมอบสินค้าที่ถูกต้องและครบถ้วนตามคำสั่งซื้อ หมายถึงอะไร?
a)
อัตราการเติมเต็มคำสั่งซื้อสมบูรณ์
b)
รอบระยะเวลาเฉลี่ยของการเติมเต็มคำสั่งซื้อ
c)
ความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นของโซ่อุปทาน
d)
มูลค่าความเสี่ยงรวมในกระบวนการ
e)
ต้นทุนรวมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า
29.
ระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินการตั้งแต่การรับคำสั่งซื้อจนถึงการส่งมอบสินค้าเรียกว่าอะไร?
a)
รอบระยะเวลาเฉลี่ยของการเติมเต็มคำสั่งซื้อ
b)
ความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นของโซ่อุปทาน
c)
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ถาวร
d)
มูลค่าความเสี่ยงรวม
e)
อัตราผลตอบแทนจากทุนหมุนเวียน
30.
เมื่อบริษัทต้องการปรับกระบวนการเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงคำสั่งซื้ออย่างรวดเร็ว ควรพิจารณาถึงอะไร?
a)
ความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นของโซ่อุปทาน
b)
อัตราการเติมเต็มคำสั่งซื้อสมบูรณ์
c)
ต้นทุนรวมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า
d)
มูลค่าความเสี่ยงรวม
e)
อัตราผลตอบแทนจากทุนหมุนเวียน
31.
การวัดต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งหมดในกระบวนการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเรียกว่าอะไร?
a)
ต้นทุนรวมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า
b)
ต้นทุนการผลิตสินค้า
c)
ต้นทุนการจัดการคำสั่งซื้อ
d)
ต้นทุนการจัดเก็บสินค้าในคลัง
e)
ต้นทุนการขนส่งสินค้า
32.
รอบกระแสเงินสด (Cash to Cash Cycle Time) วัดอะไรในกระบวนการโซ่อุปทาน?
a)
ระยะเวลาที่ใช้ในการเรียกเก็บเงินจากลูกค้า
b)
ระยะเวลาที่ใช้ในการผลิตสินค้า
c)
ระยะเวลาที่ใช้ในการจัดการคำสั่งซื้อ
d)
ระยะเวลาตั้งแต่การซื้อวัตถุดิบจนถึงการได้รับเงินสดจากลูกค้า
e)
ระยะเวลาที่สินค้าคงคลังอยู่ในคลังสินค้า
33.
ตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือ (Reliability) ใน SCOR Model คืออะไร?
a)
อัตราการเติมเต็มคำสั่งซื้อสมบูรณ์
b)
รอบระยะเวลาการเติมเต็มคำสั่งซื้อสมบูรณ์
c)
มูลค่าความเสี่ยงรวม
d)
ต้นทุนรวมเพื่อตอบสนองความต้องการ
e)
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ถาวร
34.
ข้อใดต่อไปนี้เป็นตัวชี้วัดสมรรถนะความสามารถในการตอบสนอง (Responsiveness)?
a)
รอบระยะเวลาการเติมเต็มคำสั่งซื้อสมบูรณ์
b)
มูลค่าความเสี่ยงรวม
c)
ต้นทุนรวมเพื่อตอบสนองความต้องการ
d)
ระยะเวลาการปรับเปลี่ยนกระบวนการในกรณีลูกค้าต้องการเพิ่มปริมาณการส่งมอบสินค้า
e)
อัตราการเติมเต็มคำสั่งซื้อสมบูรณ์
35.
ระยะเวลารอบกระแสเงินสด (Cash to Cash Cycle Time) คำนวณจากตัวแปรใดบ้าง?
a)
ระยะเวลาในการจัดเก็บสินค้าและเรียกเก็บเงิน
b)
ระยะเวลาในการชำระเงินให้เจ้าหนี้การค้า
c)
ระยะเวลาที่สินค้าอยู่ในคลังและระยะเวลาการเรียกเก็บเงินจากลูกค้า
d)
ระยะเวลาในการจัดหาวัตถุดิบและการผลิต
e)
จ.ระยะเวลาในการขนส่งสินค้าและการชำระเงิน
36.
ตัวชี้วัดความสามารถในการตอบสนอง (Responsiveness) สามารถวัดได้จากข้อใด?
a)
ความยืดหยุ่นของโซ่อุปทาน
b)
การลดปริมาณการสั่งซื้อ
c)
ระยะเวลาการจัดการคำสั่งซื้อ
d)
รอบระยะเวลาการเติมเต็มคำสั่งซื้อสมบูรณ์
e)
ต้นทุนในการบริการลูกค้า
100 %
