wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

สอบกลางภาค ภาวะผู้นำ

Total questions: 30

Worksheet time: 3600secs

Name
Class
Date
1.

ข้อใด เป็น ความหมายของคำว่า ผู้นำ

a)

ความสามารถที่มีอิทธิพลเหนือผู้อื่น

b)

ทักษะในการจูงใจให้ผู้อื่นปฏิบัติตามทำงานให้บรรลุเป้าหมาย

c)

บุคคลที่มีการแต่งตั้งให้ใช้อิทธิพลให้คนอื่นทำงาน

d)

ชักจูงให้กลุ่มสมาชิกทำงานตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

2.

ข้อใด ไม่ใช่ องค์ประกอบของภาวะผู้นำ

a)

ผู้นำ

b)

ผู้ตาม

c)

สถานการณ์

d)

ผู้สังเกตการณ์

3.

การกำหนดเป้าหมายและแนวความคิดที่ชัดเจน บทบาทดังกล่าวจะช่วยให้ผู้นำสร้างแผนงานแม่แบบ (Blueprint of Action) ก่อนจะลงมือปฏิบัติ เป็นบทบาทของภาวะผู้นำตามข้อใด

a)

การกำหนดแนวทางหลัก (Path finding)

b)

การสร้างระบบการทำงานที่มีประสิทธิผล (Aligning)

c)

การมอบอำนาจ (Empowering)

d)

การสร้างตัวแบบ (Modeling)

4.

การเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานขั้นตอนการทำงานและโครงสร้างองค์การให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายขององค์การที่ได้วางไว้แล้ว เป็นบทบาทของภาวะผู้นำตามข้อใด

a)

การกำหนดแนวทางหลัก (Path finding)

b)

การสร้างระบบการทำงานที่มีประสิทธิผล (Aligning)

c)

การมอบอำนาจ (Empowering)

d)

การสร้างตัวแบบ (Modeling)

5.

การสร้างบรรยากาศในการทำงานมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ผู้นำต้องสร้างสภาวะที่จะกระตุ้นการสร้างเสริม และปลดปล่อยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความสามารถพิเศษเฉพาะตัว และศักยภาพที่มีอยู่ในบุคคลทุกคน เป็นบทบาทของภาวะผู้นำตามข้อใด

a)

การกำหนดแนวทางหลัก (Path finding)

b)

การสร้างระบบการทำงานที่มีประสิทธิผล (Aligning)

c)

การมอบอำนาจ (Empowering)

d)

การสร้างตัวแบบ (Modeling)

6.

การสร้างความน่าเชื่อถือเพราะไม่เพียงแต่รู้ว่าจะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างไรเท่านั้น แต่ผู้นำยังต้องมีคุณสมบัติของผู้นำที่ดีด้วย เป็นบทบาทของภาวะผู้นำตามข้อใด

a)

การกำหนดแนวทางหลัก (Path finding)

b)

การสร้างระบบการทำงานที่มีประสิทธิผล (Aligning)

c)

การมอบอำนาจ (Empowering)

d)

การสร้างตัวแบบ (Modeling)

7.

ข้อใด เป็น แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่เน้นบุคลิกลักษณะของผู้นำโดยเชื่อว่าผู้นำจะมีคุณลักษณะที่แตกต่างจากบุคคลทั่วไป

a)

แนวคิดผู้นำเชิงคุณลักษณะ

b)

แนวคิดผู้นำเชิงพฤติกรรม

c)

แนวคิดผู้นำเชิงสถานการณ์

d)

แนวคิดผู้นำเชิงอำนาจ

8.

ข้อใด เป็น แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่ศึกษาถึงพฤติกรรมที่ผู้นำแสดงออกเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติและประสิทธิผล

a)

แนวคิดผู้นำเชิงคุณลักษณะ

b)

แนวคิดผู้นำเชิงพฤติกรรม

c)

แนวคิดผู้นำเชิงสถานการณ์

d)

แนวคิดผู้นำเชิงอำนาจ

9.

ข้อใด เป็น แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่เน้นการปรับสภาพการนำ หรือการปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

a)

แนวคิดผู้นำเชิงคุณลักษณะ

b)

แนวคิดผู้นำเชิงพฤติกรรม

c)

แนวคิดผู้นำเชิงสถานการณ์

d)

แนวคิดผู้นำเชิงอำนาจ

10.

ข้อใด ไม่ใช่ ภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยน

a)

ให้รางวัลต่างๆ เป็นเครื่องมือในการชักจูงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงาน

b)

สร้างระบบผลประโยชน์เพื่อชักจูงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงาน

c)

เชื่อว่าทัศนคติในการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาเปลี่ยนแปลงตามรางวัลที่ได้รับ

d)

เชื่อว่าการถ่ายทอดความคิด ประสบการณ์ และกระตุ้นทางด้านความคิดต่างๆ ให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาส่งผลต่อการปฏิบัติงาน

11.

ข้อใด คือ ลักษณะผู้นำตามหลักพุทธศาสนาที่กล่าวถึงความลำเอียงโดยสนับสนุนพรรคพวกที่ชอบพอหรือผู้จ่ายสินจ้างแก่ตน

a)

ฉันทาคติ

b)

โทสาคติ

c)

โมหาคติ

d)

ภยาคติ

12.

ข้อใด คือ ลักษณะผู้นำตามหลักพุทธศาสนาที่กล่าวถึงความลำเอียงเข้าข้างหรือลงโทษฝ่ายที่ตนเกลียดชังให้หนักกว่าฝ่ายที่ตนชอบ

a)

ฉันทาคติ

b)

โทสาคติ

c)

โมหาคติ

d)

ภยาคติ

13.

ข้อใด คือ ลักษณะผู้นำตามหลักพุทธศาสนาที่กล่าวถึงการให้เสียสละแบ่งปันแก่ผู้อื่น

a)

ทาน

b)

ปิยวาจา

c)

อัตถจริยา

d)

สมานัตตา

14.

ข้อใด คือ ลักษณะผู้นำตามหลักพุทธศาสนาที่กล่าวถึงการทำตนให้เป็นประโยชน์ ตามกำลังสติปัญญาความรู้ความสามารถ กำลังทรัพย์ และเวลา

a)

ทาน

b)

ปิยวาจา

c)

อัตถจริยา

d)

สมานัตตา

15.

ข้อใด คือ ลักษณะผู้นำตามหลักพุทธศาสนาที่กล่าวถึงการทำตนให้เสมอต้นเสมอปลาย วางตนเหมาะสมกับฐานะตำแหน่งหน้าที่การงาน ไม่เอาเปรียบผู้อื่น

a)

ทาน

b)

ปิยวาจา

c)

อัตถจริยา

d)

สมานัตตา

16.

การมองเห็นคุณค่าของผู้ปฏิบัติงาน จัดเป็นแรงจูงใจประเภทใด

a)

แรงจูงใจภายใน

b)

แรงจูงใจภายนอก

c)

แรงจูงใจอนามัย

d)

แรงจูงใจพื้นฐาน

17.

การขึ้นเงินเดือนของผู้ปฏิบัติงาน จัดเป็นแรงจูงใจประเภทใด

a)

แรงจูงใจภายใน

b)

แรงจูงใจภายนอก

c)

แรงจูงใจอนามัย

d)

แรงจูงใจพื้นฐาน

18.

ฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ จัดให้มีแรงจูงใจในการทำงานโดยมีสวัสดิการอาหารกลางวันฟรีสำหรับพนักงาน เป็นการสร้างแรงจูงใจตามทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ในขั้นใด

a)

ความต้องการด้านกายภาพ (Physiological needs)

b)

ความต้องการด้านความมั่นคงปลอดภัย (Safety needs)

c)

ความต้องการด้านการยอมรับของสังคม (Social or belonging needs)

d)

ความต้องการด้านเกียรติยศและฐานะทางสังคม (Esteem or status needs)

19.

ฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ จัดให้มีแรงจูงใจในการทำงานโดยมีชมรมกีฬาสำหรับพนักงาน เป็นการสร้างแรงจูงใจตามทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ในขั้นใด

a)

ความต้องการด้านกายภาพ (Physiological needs)

b)

ความต้องการด้านความมั่นคงปลอดภัย (Safety needs)

c)

ความต้องการด้านการยอมรับของสังคม (Social or belonging needs)

d)

ความต้องการด้านเกียรติยศและฐานะทางสังคม (Esteem or status needs)

20.

ฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ จัดให้มีแรงจูงใจในการทำงานโดยมีระบบค่าตอบแทนตามความสามารถให้แก่พนักงาน เป็นการสร้างแรงจูงใจตามทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ในขั้นใด

a)

ความต้องการด้านกายภาพ (Physiological needs)

b)

ความต้องการด้านความมั่นคงปลอดภัย (Safety needs)

c)

ความต้องการด้านการยอมรับของสังคม (Social or belonging needs)

d)

ความต้องการด้านเกียรติยศและฐานะทางสังคม (Esteem or status needs)

21.

ฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ จัดให้มีแรงจูงใจในการทำงานโดยมีงานมอบเกียรติบัตรสำหรับพนักงานดีเด่น เป็นการสร้างแรงจูงใจตามทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ในขั้นใด

a)

ความต้องการด้านกายภาพ (Physiological needs)

b)

ความต้องการด้านความมั่นคงปลอดภัย (Safety needs)

c)

ความต้องการด้านการยอมรับของสังคม (Social or belonging needs)

d)

ความต้องการด้านเกียรติยศและฐานะทางสังคม (Esteem or status needs)

22.

ข้อใด เป็น ความต้องการขั้นสูงสุดของมนุษย์ ตามทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์

a)

ความต้องการด้านขั้นประจักษ์ตนหรือบรรลุเป้าหมายชีวิต (Self actualization or self realization)

b)

ความต้องการด้านความมั่นคงปลอดภัย (Safety needs)

c)

ความต้องการด้านการยอมรับของสังคม (Social or belonging needs)

d)

ความต้องการด้านเกียรติยศและฐานะทางสังคม (Esteem or status needs)

23.

ความสำเร็จของงาน (Achievement) จัดเป็นปัจจัยประเภทใด ตามทฤษฎีจูงใจของเฮอร์ซเบิร์ก

a)

ปัจจัยจูงใจ หรือ ปัจจัยกระตุ้น (Motivation factors)

b)

ปัจจัยสุขอนามัย หรือ ปัจจัยค้ำจุน (Hygiene factors)

c)

ปัจจัยพื้นฐาน หรือ ปัจจัยปฐมภูมิ (Primary factors)

d)

ปัจจัยขั้นสอง หรือ ปัจจัยทุติยภูมิ (Secondary factors)

24.

การได้รับการยอมรับนับถือ (Recognition) จัดเป็นปัจจัยประเภทใด ตามทฤษฎีจูงใจของเฮอร์ซเบิร์ก

a)

ปัจจัยจูงใจ หรือ ปัจจัยกระตุ้น (Motivation factors)

b)

ปัจจัยสุขอนามัย หรือ ปัจจัยค้ำจุน (Hygiene factors)

c)

ปัจจัยพื้นฐาน หรือ ปัจจัยปฐมภูมิ (Primary factors)

d)

ปัจจัยขั้นสอง หรือ ปัจจัยทุติยภูมิ (Secondary factors)

25.

ลักษณะของงาน (Work itself) จัดเป็นปัจจัยประเภทใด ตามทฤษฎีจูงใจของเฮอร์ซเบิร์ก

a)

ปัจจัยจูงใจ หรือ ปัจจัยกระตุ้น (Motivation factors)

b)

ปัจจัยสุขอนามัย หรือ ปัจจัยค้ำจุน (Hygiene factors)

c)

ปัจจัยพื้นฐาน หรือ ปัจจัยปฐมภูมิ (Primary factors)

d)

ปัจจัยขั้นสอง หรือ ปัจจัยทุติยภูมิ (Secondary factors)

26.

ความก้าวหน้าในตำแหน่งการงาน (Advancement) จัดเป็นปัจจัยประเภทใด ตามทฤษฎีจูงใจของ เฮอร์ซเบิร์ก

a)

ปัจจัยจูงใจ หรือ ปัจจัยกระตุ้น (Motivation factors)

b)

ปัจจัยสุขอนามัย หรือ ปัจจัยค้ำจุน (Hygiene factors)

c)

ปัจจัยพื้นฐาน หรือ ปัจจัยปฐมภูมิ (Primary factors)

d)

ปัจจัยขั้นสอง หรือ ปัจจัยทุติยภูมิ (Secondary factors)

27.

ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา (Relationship with superior) จัดเป็นปัจจัยประเภทใด ตามทฤษฎีจูงใจของ เฮอร์ซเบิร์ก

a)

ปัจจัยจูงใจ หรือ ปัจจัยกระตุ้น (Motivation factors)

b)

ปัจจัยสุขอนามัย หรือ ปัจจัยค้ำจุน (Hygiene factors)

c)

ปัจจัยพื้นฐาน หรือ ปัจจัยปฐมภูมิ (Primary factors)

d)

ปัจจัยขั้นสอง หรือ ปัจจัยทุติยภูมิ (Secondary factors)

28.

สภาพการทำงาน (Working conditions) จัดเป็นปัจจัยประเภทใด ตามทฤษฎีจูงใจของเฮอร์ซเบิร์ก

a)

ปัจจัยจูงใจ หรือ ปัจจัยกระตุ้น (Motivation factors)

b)

ปัจจัยสุขอนามัย หรือ ปัจจัยค้ำจุน (Hygiene factors)

c)

ปัจจัยพื้นฐาน หรือ ปัจจัยปฐมภูมิ (Primary factors)

d)

ปัจจัยขั้นสอง หรือ ปัจจัยทุติยภูมิ (Secondary factors)

29.

ทฤษฎีแรงจูงใจของนักคิดท่านใดที่กล่าวว่า ความคาดหวังของมนุษย์เป็นแรงจูงใจที่สำคัญที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน หรือ เรียกอีกอย่างว่า เป็นทฤษฎีความคาดหวัง (Expectancy Theory)

a)

ทฤษฎีแรงจูงใจตามลำดับขั้นความต้องการของ Maslow

b)

ทฤษฎีแรงจูงใจสองปัจจัยของ Herzberg

c)

ทฤษฎีแรงจูงใจของ Vroom

d)

ทฤษฎีแรงจูงใจของ Skinner

30.

ทฤษฎีแรงจูงใจของนักคิดท่านใดที่กล่าวว่า การเสริมแรง จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมซ้ำ และพยายามเน้นว่า การตอบสนองต่อสิ่งเร้าใดๆ ของบุคคล สิ่งเร้านั้นจะต้องมีสิ่งเสริมแรงอยู่ในตัว หากลดสิ่งเสริมแรงลงเมื่อใด การตอบสนองจะลดลงเมื่อนั้น

a)

ทฤษฎีแรงจูงใจตามลำดับขั้นความต้องการของ Maslow

b)

ทฤษฎีแรงจูงใจสองปัจจัยของ Herzberg

c)

ทฤษฎีแรงจูงใจของ Vroom

d)

ทฤษฎีแรงจูงใจของ Skinner