wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ทดสอบความเข้าใจ PQC (กลางภาค)

Total questions: 33

Worksheet time: 31mins

Name
Class
Date
1.

ข้อใดไม่เป็นเหตุผลที่ต้องมีการควบคุมคุณภาพเภสัชภัณฑ์

a)

เพื่อให้เภสัชภัณฑ์มีประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์การรักษา

b)

เพื่อให้ลดความเสี่ยงในการถูกดำเนินการทางกฎหมาย

c)

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและบุคลากรทางการแพทย์

d)

เพื่อปรับลดต้นทุนการผลิต

e)

เพื่อประกันความปลอดภัยในการใช้ยา

2.

ข้อใดกำหนดการควบคุมคุณภาพยาในแต่ละขั้นตอนการผลิต

a)

ICH

b)

GMP

c)

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข

d)

ข้อกำหนดจากโมโนกราฟบนตำรายา

e)

ถูกทุกข้อ

3.

ข้อใดไม่ใช่ความท้าทายในการควบคุมคุณภาพเภสัชภัณฑ์

a)

การถูกปลอมแปลงข้อมูลการผลิต

b)

การพัฒนาวิธีการผลิตยาให้เร็วและมีคุณภาพ

c)

การจัดการทรัพยากรมนุษย์และเครื่องมือที่ทันสมัย

d)

การจัดหาและสอบเทียบเครื่องมืออย่างสม่ำเสมอ

e)

กฎระเบียบและมาตรฐานคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง

4.

ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับหนังสือ Pharmacopoeia

a)

Pharmacopoeia เป็นหนังสือที่ระบุวิธีการทดสอบวิธีใช้รักษาของสารนั้น

b)

Pharmacopoeia ที่ใช้ในการวิเคราะห์ต้องเป็นฉบับที่ระบุในประกาศกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น

c)

วิธีการเตรียม Volumetric solution ให้เปิดดูที่โมโนกราฟของสารนั้น

d)

Appendices เป็นของ USP-NF เทียบเท่ากับ General Chapter ของ BP

e)

ตาม USP ความหมายของคำที่เกี่ยวข้องกับการละลาย (solubility) ให้ดูที่ Reference Table

5.

ข้อใดไม่จำเป็นต้องมีในโมโนกราฟตัวยาตาม USP

a)

Standardization

b)

Assay

c)

Definition

d)

Identification

e)

Limit Tests

6.

การทดสอบในข้อใดจัดเป็น General Test

a)

Spectrophotometry

b)

pH

c)

Water Determinatiom

d)

Optical rotation

e)

Loss on drying

7.

ข้อใดกล่าวถูกต้องบ้างเกี่ยวกับ BP

(เลือกได้มากกว่า 1 ข้อ)

a)

หากต้องการจะค้นโมโนกราฟของยาเม็ดแอสไพรินจะต้องเปิดส่วน Medicinal Substances

b)

หากต้องการเตรียม methanol R ให้เปิดที่ Appendix I A. General Reagents

c)

หากต้องการค้น Appendix จากโมโนกราฟ Loss on Drying (2.2.32) ต้องเทียบกับ Ph. Eur. Equivalent Texts ก่อน

d)

ค่าการละลายของสารในตำรับต้องดูที่ Appendices

e)

ถูกทุกข้อ

8.

ข้อความดังกล่าวอยู่ในส่วนใดของโมโนกราฟ Acetozolamide

a)

Limit Tests

b)

Assay

c)

Specific Tests

d)

Identification

e)

Additional Requirements

9.

ข้อมูลดังต่อไปนี้อยู่ในส่วนใดของ BP

a)

General Notice

b)

Legal Status

c)

Appendix I A. General Reagents

d)

Appendix I B. Volumetric Reagents and Solutions

e)

Monograph: Medicinal Substances

10.

ข้อใดเป็นสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม

a)

สารที่ใช้ในการผลิตยาแต่ไม่รวมถึงวัสดุที่บรรจุ

b)

สารเดี่ยวหรือผสมที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

c)

สารที่เติมเพื่อเสริมเภสัชภัณฑ์ให้คงตัวมากขึ้น หรือเพิ่มชีวประสิทธิผล

d)

ผลิตภัณฑ์ยาที่ผ่านทุกขั้นตอนของการดำเนินการผลิต รวมถึงการใส่บรรจุภัณฑ์สุดท้าย

e)

มีถูกมากกว่า 1 ข้อ

11.

ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง

a)

ข้อกำหนดมาตรฐานยาเป็นรายการทดสอบที่อ้างอิงถึงวิธีวิเคราะห์และเกณฑ์การยอมรับที่เหมาะสม

b)

การผลิตยาทุกขั้นตอนจะต้องตรวจสอบคุณภาพอยู่เสมอ

c)

เอกสาร Specification ต้องมีหัวข้อการทดสอบ เกณฑ์มาตรฐานการทดสอบและวิธีการทดสอบที่อ้างอิง

d)

โรงงานผลิตต้องทำการทดสอบตามที่ระบุในตำรายา โดยไม่สามารถเพิ่มข้อกำหนดเพิ่มเติมได้

e)

ข้อกำหนดสามารถประกันว่ายามีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และปลอดภัยต่อการรักษา

12.

จากข้อมูลในโมโนกราฟของ Probenecid ใน USP

ข้อใดกล่าวถูกต้อง

a)

หากจะทดสอบว่าผงยานี้เป็น Probenecid จริง ๆ ให้ทำข้อใดข้อหนึ่งบนหัวข้อ Identification

b)

การคำนวณปริมาณ Probenecid ในผงยาสามารถคำนวณโดยตรงได้เลย

c)

ถ้าสารปนเปื้อนอินทรีย์ในผงยาคิดเป็น 2.05% ถือว่ายานี้ไม่อยู่ในมาตรฐานที่กำหนด

d)

โมโนกราฟนี้สามารถทดสอบกับยาเม็ด Probenecid ได้

e)

ผิดทุกข้อ

13.

จากบางส่วนของโมโนกราฟของ Sodium Benzoate ตาม USP

หากจะทดสอบตามปริมาณ Sodium Benzoate ในรูปผงว่าเป็นตามมาตรฐานหรือไม่ตามหัวข้อนี้จะต้องทำการทดสอบในหัวข้อใดก่อน

a)

Loss On Drying

b)

Water Determination

c)

Loss on Ignition

d)

ไม่ต้องทำการทดสอบใด ๆ

e)

ต้องทำการทดสอบมากกว่า 1 แบบ

14.

ข้อใดกล่าวถูกเกี่ยวกับสารปนเปื้อนในตำรับ

a)

หัวข้อ <232> Elemental Impurities-Limits และ <233> Elemental Impurities-Procedures ใช้การทดสอบเชิงกึ่งปริมาณ

b)

การผลิต บรรจุ หรือเก็บรักษายาที่ไม่ดีทำให้เกิด organic impurity มาก

c)

เนื่องจากไม่มีการระบุวิธีการทดสอบ Residual solvent ในโมโนกราฟ จึงไม่จำเป็นต้องทดสอบ

d)

ตัวทำละลายตกค้าง Class 1 มีความเป็นพิษต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อมต่ำ

e)

ไม่ถูกทุกข้อ

15.

จากการรายงาน impurity thresholds ของตัวยาตามข้อกำหนด ICH 3A

เมื่อทดสอบยาให้ทางปากชื่อ A ที่ใช้ไม่เกิน 2 กรัมต่อวัน พบว่ามี elemental impurity 3 ตัวดังนี้


M คิดเป็น 0.08%

N คิดเป็น 0.03%

P คิดเป็น 0.14%


ข้อใดรายงานผลอย่างเหมาะสมบ้าง (มีคำตอบถูกมากกว่า 1 ข้อ)

a)

ต้องรายงานและพิสูจน์โครงสร้าง P แต่ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบความปลอดภัย

b)

ต้องรายงาน M แต่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์โครงสร้าง

c)

ต้องรายงานและพิสูจน์โครงสร้าง N แต่ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบความปลอดภัย

d)

ไม่จำเป็นต้องรายงาน M

e)

ต้องรายงาน N

16.

ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการทดสอบผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูปตาม USP

a)

การทำ Assay เพื่อรายงาน % label amount ของยาเทียบกับฉลาก

b)

การทดสอบผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูปต้องดูเกณฑ์ทั้งในโมโนกราฟและ General Chapter ด้วย ทั้งนี้ขึ้นกับหน่วยงานที่ควบคุมกำหนด

c)

ยาเม็ดที่มีรอยบากจากการแบ่งหักจำเป็นต้องทดสอบเพื่อให้มั่นใจว่าขนาดยาและคุณภาพยายังดีอยู่

d)

ผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูปจะต้องทำ Performance Test ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละ dosage form

e)

การใช้ข้อกำหนดของตำรายา 2 เล่มขึ้นไปผสมกัน จะช่วยให้การทดสอบได้ผลดียิ่งขึ้น

17.

การทดสอบยาเม็ดอมใต้ลิ้น nitroglycerin ที่ใช้ในผู้ป่วยชัก ต้องมีการสลายตัวเร็ว

จะมีหัวข้อการทดสอบใดใน Performance Tests เป็นพิเศษ

a)

<698> Deliverable Volume

b)

<61> Microbial Enumeration Tests

c)

<711> Dissolution

d)

<701> Disintegration

e)

<71> Sterility Tests

18.

เพราะเหตุใดการทำ Uniformity of Dosage Unit จึงสำคัญ

a)

เพราะตัวยาในแต่ละหน่วยจะต้องอยู่ในช่วงที่รับได้จากปริมาณยาที่ระบุำว้ในฉลาก

b)

เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของตัวยา

c)

เพราะทุก dosage form ต้องมีปริมาณตัวยาที่เท่ากันทุกหน่วย

d)

เพราะตัวยาจะออกฤทธิ์เร็วขึ้น

e)

ถูกทุกข้อ

19.

จากตารางต่อไปนี้ ข้อใดทดสอบด้วยวิธี Weight Variation

a)

ยา A อยู่ในรูปเม็ดไม่เคลือบฟิล์มขนาด 500 mg น้ำหนักหนักโดยเฉลี่ยหน่วยละ 650 g

b)

ยา D อยู่ในรูปเจลแก้ปวด ขนาด 250 mg ปริมาตรโดยเฉลี่ยหน่วยละ 100 g

c)

ยา C อยู่ในรูปผงใส่ซองร่วมกับตัวยา M ไม่ได้เก็บไว้ในสภาวะ freeze dried ขนาด 120 mg น้ำหนักหนักโดยเฉลี่ยหน่วยละ 200 g

d)

ยา B อยู่ในรูป soft capsule ภายในเป็นสารละลาย ขนาด 20 mg น้ำหนักหนักโดยเฉลี่ยหน่วยละ 60 g

e)

ยา E อยู่ในรูป hard capsule ขนาด 300 mg น้ำหนักหนักโดยเฉลี่ยหน่วยละ 500 g

20.

จากโมโนกราฟของ Acetaminophen Tablet ตาม USP

หากจะทดสอบความสม่ำเสมอของตัวยาเม็ด Acetaminophen ขนาด 500 mg น้ำหนัก 650 g ต่อเม็ด จะต้องทดสอบอย่างไร

a)

ทดสอบ Content Uniformity ตามหัวข้อ <905> Unifromity of Dosage Units

b)

ทดสอบ Weight Variation ตามหัวข้อ <905> Unifromity of Dosage Units

c)

ทดสอบ Content Uniformity ตามหัวข้อ Assay ของโมโนกราฟ Acetaminophen Tablet

d)

ทดสอบ Weight Variation ตามหัวข้อ Assay ของโมโนกราฟ Acetaminophen Tablet

e)

ไม่รู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

21.

ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่วิธีเพื่อพิสูจน์เอกลักษณ์สาร

a)

ใช้ปฏิกิริยาเคมี

b)

Thin layer chromatography

c)

Ultraviolet-visible spectophotometry

d)

Infared absorption

e)

Titration

22.

ข้อความใดไม่ใช่ข้อกำหนดใน limit test ตาม USP

a)

Acetaminophen (C8H9NO2) : It contains not more than 5.0% of 4-aminophenol in the sample solution.

b)

Sodium Iodate (NaI) : Dissolve 0.5 g in 10 mL of ammonia- and carbon dioxide-free water. Add 2 drops of 2 N sulfuric acid to the Sample solution. No turbidity develops within 1 min.

c)

Niacin (C6H5NO2) : By ignition, there contains not more than 0.1% of residue from the solution.

d)

Chromatographic purity of Codeine: No spot obtained from Solution A, other than the principal spot and any spot observed at the origin, is more intense than the principal spot obtained from Solution B (2%)

e)

Ultraviolet-visible chromatography of Ibuprofen (C13H18O2) : Respective absorptivities at 264 nm and 273 nm, calculated on the anhydrous basis, do not differ by more than 3.0%

23.

จากโมโนกราฟของ Ketoconazole ตาม USP

ข้อใดกล่าวถูกต้อง

a)

เมื่อทำ identification สามารถทำข้อใดข้อหนึ่งจากสองข้อได้

b)

การเตรียมสารละลายตัวอย่างเพื่อทำ impurity test เหมือนกับเพื่อทำ assay

c)

การทดสอบ impurity test ใช้การดูสีของตัวอย่างเทียบกับสารมาตรฐาน

d)

การทำ identification ทำให้เราทราบสูตรทางเคมีของตัวยาว่าใช่ Ketoconazole หรือไม่

e)

ไม่ถูกทุกข้อ

24.

จากโมโนกราฟของ Ketoconazole หัวข้อ Impurities

ข้อใดไม่ถูกต้อง

a)

ในตัวอย่าง 2 กรัมที่ใช้เผาเพื่อทดสอบ จะต้องมีสารตกค้างไม่เกิน 0.002 กรัม

b)

จากการทดสอบ หากพบว่ามี organic impurity ตัวหนึ่งที่มีความสูง peak ที่ 0.6% ให้ระบุว่ามีสารตัวนี้ด้วย

c)

หากพบว่ามี organic impurity ที่ไม่ทราบโครงสร้าง 4 ตัวในตัวยา แต่ละสารสามารถเกิน 0.1% ได้แต่จะต้องรวมกันไม่เกิน 2.0%

d)

ถูกทุกข้อ

e)

ไม่ถูกทุกข้อ

25.

การทดสอบนี้อยู่ในหัวข้ออะไร

a)

Standadization

b)

Assay

c)

Identification

d)

Limit test

26.

จากโมโนกราฟ

ข้อนี้ใช้การทดสอบใด

a)

Direct titarion

b)

Indirect titration

c)

Residual titration

27.

จากโมโนกราฟ

0.1 N sodium hydroxide VS ทำหน้าที่อะไร

a)

Analyte

b)

Indicator

c)

Titrant

d)

Reagent

e)

Primary Standard

28.

จากโมโนกราฟของ Calcium Chloride

การวิเคราะห์ใช้การไทเทรตประเภทใด

(a)  

29.

titrant ของการวิเคราะห์นี้คือ

(ต้องเขียนให้ครบทุกตัวอักษรจึงจะได้คะแนน)

(a)  

30.

จากโมโนกราฟ

ในการถ่าย sample solution เพื่อวิเคราะห์ จะถ่ายโดยใช้อุปกรณ์อะไร

(a)  

31.

จากโมโนกราฟ

จะต้องไทเทรตด้วยวิธีใด

a)

Direct titration

b)

Indirect tiration

c)

Residual titration

32.

จากโมโนกราฟ

ข้อใดเป็น reagent ใช้ทำปฏิกิริยากับ analyte

a)

hydrochloric acid

b)
potassium iodide
c)

stratch TS

d)

0.1 N sodium thiosulfate TS

33.

หลังจากนี้จะเป็นการคำนวณเชิงปริมาตร

ท่านพร้อมหรือยัง

a)

พร้อม

b)

ยังไม่พร้อม

(แต่ก็ต้องพร้อม)