wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ข้อสอบความรู้พื้นฐานการทำความเย็น

Total questions: 30

Worksheet time: 3hrs 30mins

Name
Class
Date
1.

มวลหมายถึงอะไร

a)

ปริมาณของสารในวัตถุ

b)

แรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อวัตถุ

c)

อัตราส่วนของมวลต่อปริมาตร

d)

หน่วยวัดน้ำหนักของวัตถุ

2.

สมการที่ใช้คำนวณหามวลตามเนื้อหาในเอกสารคือข้อใด

a)

F=m.a

b)

Q=mL

c)

m=pv

d)

Qs​=mcΔT

3.

แรง (Force) และน้ำหนัก (Weight) แตกต่างกันอย่างไร

a)

แรงคือกิริยาที่ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ ส่วนน้ำหนักคือการวัดปริมาณแรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อวัตถุ

b)

แรงมีหน่วยเป็นกิโลกรัม ส่วนน้ำหนักมีหน่วยเป็นนิวตัน

c)

แรงคือมวลของวัตถุ ส่วนน้ำหนักคือปริมาตรของวัตถุ

d)

ทั้งแรงและน้ำหนักคือสิ่งเดียวกัน

4.

ความดันบรรยากาศ (Atmospheric pressure) หมายถึงอะไร

a)

ความดันที่ต่ำกว่าความดันปกติ

b)

แรงดันที่เกิดขึ้นจากน้ำหนักของอากาศที่กระทำต่อผิวโลก

c)

ความดันที่นับจากศูนย์หรือสุญญากาศสัมบูรณ์

d)

แรงที่กระทำต่อหนึ่งหน่วยของพื้นที่

5.

ความดันเกจ (Gauge Pressure) มีความสัมพันธ์กับความดันสัมบูรณ์ (Absolute Pressure) และความดันบรรยากาศ (Atmospheric Pressure) อย่างไร

a)

Pabs​=Pg​−Patm​

b)

Pg​=Pabs​−Patm​

c)

Pg​=Pabs​+Patm​

d)

Pabs​=Pg​+Patm​

6.

อุณหภูมิ (Temperature) หมายถึงอะไร

a)

ปริมาณความร้อนในสสารทั้งหมด

b)

ตัววัดความเข้มของความร้อนหรือระดับความร้อนของสสาร

c)

ปริมาณความร้อนที่เปลี่ยนสถานะของสาร

d)

ปริมาณความร้อนที่เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ

7.

จุดเยือกแข็งและจุดเดือดของน้ำบนสเกลองศาเซลเซียสคืออุณหภูมิใดตามลำดับ

a)

0 C และ 100 C

b)

32 F และ 212 F

c)

0 K และ 273 K

d)

−273 C และ 0 C

8.

อุณหภูมิศูนย์องศาสัมบูรณ์ (Absolute Zero) หมายถึงอะไร

a)

อุณหภูมิที่น้ำแข็งจะกลายเป็นของเหลว

b)

อุณหภูมิที่โมเลกุลของสสารหยุดการเคลื่อนไหวโดยสิ้นเชิง

c)

อุณหภูมิที่ไอน้ำจะกลายเป็นของเหลว

d)

อุณหภูมิที่สสารจะเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นก๊าซ

9.

สเกลอุณหภูมิใดที่มีขนาดส่วนเท่ากับสเกลเซลเซียส

a)

ฟาเรนไฮต์

b)

แรงคิน

c)

เคลวิน

d)

จูล

10.

อุณหภูมิกระเปาะแห้ง (Dry Bulb Temperature) วัดได้ด้วยเครื่องมือใด

a)

เทอร์โมมิเตอร์ที่หุ้มผ้าเปียก

b)

บารอมิเตอร์

c)

เทอร์โมมิเตอร์ธรรมดาที่บรรจุปรอทหรือแอลกอฮอล์

d)

เครื่องวัดความดัน

11.

ข้อใดอธิบายสถานะของสสารในสถานะก๊าซได้ถูกต้อง

a)

โมเลกุลเรียงตัวเป็นระเบียบหนาแน่น

b)

โมเลกุลเคลื่อนไหวได้มากกว่าของแข็งแต่ยังคงรูปร่างตามภาชนะที่บรรจุ

c)

โมเลกุลเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ มีความร้อนสะสมมาก และรูปร่างไม่แน่นอน

d)

มีแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลมากกว่าสถานะของเหลว

12.

การเปลี่ยนแปลงใดต่อไปนี้เป็นความร้อนแฝง (Latent heat)

a)

ทำให้น้ำอุณหภูมิ 10 C มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเป็น 50 C

b)

ทำให้น้ำแข็งอุณหภูมิ −5 C ลดลงเป็น −45 C

c)

ทำให้น้ำเดือดที่ 100 C กลายเป็นไอที่ 100 C

d)

ทำให้น้ำอุณหภูมิ 20 C ผสมกับน้ำอุณหภูมิ 80 C

13.

สูตรที่ใช้คำนวณปริมาณความร้อนสัมผัส (Sensible heat) คือข้อใด

a)

QL​ = mL

b)

Qs​ = mcΔT

c)

Q = m(ho​−hi​)

d)

Q = UAΔT

14.

ค่าความร้อนจำเพาะของน้ำคือเท่าใด

a)

2.110 kJ/kg.K

b)

4.187 kJ/kg.K

c)

1.846 kJ/kg.K

d)

303.552 kJ/kg

15.

ค่าความร้อนแฝงที่น้ำแข็งเปลี่ยนเป็นน้ำคือเท่าใด

a)

79.68 kcal/kg

b)

540 kcal/kg

c)

2257 kJ/kg

d)

303.552 kJ/kg

16.

หาค่าความร้อนที่ทำให้น้ำ 5 kg อุณหภูมิเพิ่มขึ้นจาก 10 C เป็น 50 C มีค่าเท่าใด

a)

40 kJ

b)

200 kJ

c)

837.4 kJ

d)

8374 kJ

17.

ปริมาณความร้อนที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงสถานะของน้ำเดือด 10 kg ให้กลายเป็นไอที่ 100 C มีค่าเท่าใด

a)

2257 kJ

b)

22570 kJ

c)

100 kJ

d)

10 kJ

18.

ความร้อนจะหยุดเคลื่อนที่เมื่อใด

a)

เมื่อมวลของสสารเท่ากัน

b)

เมื่ออุณหภูมิของสสารเท่ากัน

c)

เมื่อแรงดันของสสารเท่ากัน

d)

เมื่อสถานะของสสารเปลี่ยนไป

19.

เติมน้ำ 80 C 5 kg ลงในน้ำ 20 C 100 kg ผลรวมความร้อนทั้งหมดมีค่าเท่าใด

a)

1256.1 kJ

b)

8374 kJ

c)

1674.8 kJ

d)

10048.8 kJ

20.

เมื่อนำน้ำแข็ง 1 kg อุณหภูมิ −20 C ผสมกับน้ำ 100 kg อุณหภูมิ 20 C ผลรวมความร้อนทั้งหมดที่เทียบจาก 0 C มีค่าเท่าใด

a)

345.752 kJ

b)

8374 kJ

c)

8028.243 kJ

d)

101 kg

21.

หากต้องการทำความเย็นด้วยน้ำแข็งให้มีอุณหภูมิต่ำกว่า 0 C จะต้องใช้อะไรผสมลงในน้ำแข็ง

a)

น้ำตาล

b)

เกลือ

c)

น้ำมัน

d)

ทราย

22.

ในระบบทำความเย็นแบบอัดไอ สารทำความเย็นจะเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นไอที่ส่วนใด

a)

Evaporator (คอยล์เย็น)

b)

Condenser (เครื่องควบแน่น)

c)

Compressor (คอมเพรสเซอร์)

d)

Receiver tank (ท่อพักน้ำยา)

23.

หม้อน้ำระบายความร้อนของเครื่องยนต์มีการสร้างให้มีความดันสูงเพื่ออะไร

a)

เพื่อให้ น้ำในหม้อน้ำมีปริมาณลดลงจากการระเหย

b)

เพื่อให้น้ำในหม้อน้ำมีปริมาณเพิ่มขึ้น

c)

เพื่อให้น้ำมีจุดเดือดที่สูงขึ้นและไม่ระเหยไปได้ง่าย

d)

เพื่อทำให้เครื่องยนต์มีอุณหภูมิต่ำลงอย่างรวดเร็ว

24.

การทำความเย็นหมายถึงอะไร

a)

การเพิ่มอุณหภูมิของวัตถุให้สูงกว่าสภาพแวดล้อม

b)

การลดอุณหภูมิและรักษาอุณหภูมิของวัตถุให้ต่ำกว่าสภาพแวดล้อม

c)

กระบวนการที่ทำให้สารทำความเย็นเปลี่ยนสถานะจากไอเป็นของเหลว

d)

การนำความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ระบบ

25.

หนึ่งตันของการทำความเย็น (Ton of Refrigeration) หมายถึงปริมาณความร้อนที่ทำให้สิ่งใดเปลี่ยนสถานะ

a)

น้ำ 1 ตันที่ 0 C กลายเป็นไอน้ำที่ 100 C

b)

น้ำแข็งบริสุทธิ์ 1 ตันที่ 0 C กลายเป็นน้ำบริสุทธิ์ที่ 0 C

c)

ไอน้ำ 1 ตันที่ 100 C กลายเป็นน้ำที่ 100C

d)

น้ำแข็ง 1 ตันที่ −10 C กลายเป็นน้ำที่ 0C

26.

ในวัฏจักรการทำความเย็นแบบอัดไอ อุปกรณ์ใดที่ทำหน้าที่เพิ่มความดันให้กับสารทำความเย็น

a)

Evaporator (เครื่องระเหย)

b)

Condenser (เครื่องควบแน่น)

c)

Compressor (เครื่องอัดไอ)

d)

Expansion device (อุปกรณ์ลดความดัน)

27.

จุดประสงค์หลักของการเพิ่มความดันให้กับสารทำความเย็นในเครื่องอัดไอคืออะไร

a)

เพื่อให้สารทำความเย็นระเหยกลายเป็นไอได้ง่ายขึ้น

b)

เพื่อลดอุณหภูมิของสารทำความเย็นให้ต่ำลง

c)

เพื่อให้จุดเดือดของสารทำความเย็นสูงขึ้นและสามารถควบแน่นได้ที่อุณหภูมิสูง

d)

เพื่อทำให้สารทำความเย็นมีสถานะเป็นของเหลวอิ่มตัว

28.

กระบวนการใดในวัฏจักรการทำความเย็นแบบอัดไอที่สารทำความเย็นจะเปลี่ยนสถานะจากไอเป็นของเหลว

a)

การรับความร้อนที่เครื่องระเหย (Evaporator)

b)

การลดความดันที่วาล์วขยายตัว (Expansion device)

c)

การระบายความร้อนที่เครื่องควบแน่น (Condenser)

d)

การอัดไอที่เครื่องอัดไอ (Compressor)

29.

ตามวัฏจักรในทางปฏิบัติ สารทำความเย็นที่ถูกดูดเข้าเครื่องอัดไอจะอยู่ในสภาพใด เพื่อให้แน่ใจว่าทำงานได้ดี

a)

ของเหลวอิ่มตัว (Saturated liquid)

b)

ของเหลวผสมก๊าซ (Liquid-gas mixture)

c)

ไอร้อนยวดยิ่ง (Superheated vapor)

d)

ไอเปียก (Wet vapor)

30.

แผนภูมิที่ใช้แสดงการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของสารทำความเย็นในวัฏจักรแบบต่างๆ เรียกว่าอะไร

a)

แผนภูมิอุณหภูมิ-ความดัน (T-P Diagram)

b)

แผนภูมิปริมาตร-เอนทาลปี (V-h Diagram)

c)

แผนภูมิ P-h (แผนภูมิความดัน-เอนทาลปี)

d)

แผนภูมิอุณหภูมิ-เอนโทรปี (T-s Diagram)