wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

แบบทดสอบความเข้าใจ Active Learningg

Total questions: 25

Worksheet time: 1hrs 15mins

Name
Class
Date
1.

ข้อใด “ใกล้เคียงที่สุด” กับความหมายของ Active Learning

a)

เด็กทำกิจกรรมเยอะ ๆ ในคาบ

b)

ครูใช้เกมหรือสื่อเทคโนโลยีเป็นหลัก

c)

เด็กได้ลงมือทำและคิด โดยกิจกรรมพาไปสู่เป้าหมายการเรียนรู้

d)

ครูสอนให้น้อยที่สุด ปล่อยให้เด็กเรียนเอง

2.

ข้อใด “ไม่ใช่” หลักฐาน (Evidence) ของการเรียนรู้ระหว่างคาบ

a)

ใบ Exit Ticket สั้น ๆ

b)

คำอธิบายเหตุผลของเด็กจากการอภิปราย

c)

เด็กทำโปสเตอร์สวยมาก

d)

ผลการจัดหมวด/เปรียบเทียบของเด็กบนใบงาน

3.

ครูเข้าใจว่า “เด็กต้องสนุกตลอดเวลา” จึงเป็น Active Learning ข้อใดถูกต้องที่สุด

a)

ถูกต้อง เพราะ Active Learning คือความสนุกจึงจะเรียนรู้

b)

ถูกบางส่วน เพราะต้องใช้เกมทุกคาบ

c)

ไม่ถูก เพราะเด็กต้องเงียบเท่านั้นถึงจะเรียนรู้

d)

ไม่ถูกทั้งหมด เพราะ Active Learning เน้นการคิดและการมีส่วนร่วมเชิงความหมาย

4.

ถ้ากิจกรรม “สนุกมาก” แต่ไม่เชื่อมกับเป้าหมายการเรียนรู้ ผลคือ

a)

เป็นกิจกรรม แต่ไม่จำเป็นต้องเป็น Active Learning

b)

เป็น Active Learning ถ้าเด็กยิ้ม

c)

ยังถือว่าเป็น Active Learning เสมอ

d)

เป็น Active Learning ถ้ามีสื่อเยอะ

5.

ข้อใดเป็น “บทบาทครู” ที่สอดคล้องกับ Active Learning มากที่สุด

a)

ผู้บรรยายหลักตลอดคาบ

b)

ผู้ออกแบบงาน โค้ช ตั้งคำถาม และเก็บหลักฐานการเรียนรู้

c)

ผู้ตรวจคำตอบอย่างเดียว

d)

ผู้ให้เด็กทำงานเองทั้งหมดโดยไม่กำกับ

6.

“ครูพูดน้อย = Active Learning” ข้อใดแม่นที่สุด

a)

จริงเสมอ

b)

จริงถ้าครูไม่อธิบายเลย

c)

ไม่จริง เพราะครูต้องพูดมากขึ้น

d)

ไม่จริง เพราะสำคัญที่เด็กคิด/ทำ และครูสื่อสารให้ตรงจุด

7.

ข้อใดเป็น “จุดคิด (Thinking Move)” ที่ควรมีในคาบ Active Learning

a)

คัดลอกข้อความจากหนังสือ

b)

เปรียบเทียบ/จัดหมวด/อธิบายเหตุผล/สรุปหลักการ

c)

ระบายสีให้สวย

d)

ดูคลิปจนจบแล้วจด

8.

ครูทำสาธิตทดลอง เด็กนั่งดูเงียบ ๆ แล้วตอบคำถามท้ายคาบ นับเป็น Active Learning ไหม

a)

เป็นเต็มรูปแบบ

b)

อาจยังไม่ใช่ ถ้าเด็กไม่ได้ลงมือทำ/คิดระหว่างทางพอ

c)

เป็นแน่นอน เพราะมีการทดลอง

d)

ไม่ใช่เพราะมีคำถามท้ายคาบ

9.

จุดที่ครูมักพลาดคือ “กิจกรรมเยอะ แต่เด็กไม่เข้าใจ” สาเหตุที่เป็นไปได้ที่สุด

a)

เด็กไม่ชอบกิจกรรม

b)

เป้าหมายไม่ชัดและไม่มีขั้น Thinking Process/สรุป

c)

ครูสอนไม่ทัน

d)

ใช้สื่อไม่พอ

10.

“ใบงาน” จะเป็น Active Learning ได้เมื่อ

a)

มีจำนวนข้อเยอะตามระดับความสามารถ

b)

เป็นแบบเติมคำเท่านั้น

c)

มีรูปประกอบการอธิบาย

d)

ถูกออกแบบให้เด็กต้องคิด/อธิบาย/วิเคราะห์ และมีการสะท้อน

11.

ข้อใดเป็นตัวอย่าง “Active Learning ที่เหมาะกับอนุบาล” มากที่สุด

a)

ฟังครูเล่านิทาน 20 นาที

b)

เรียนคำศัพท์ด้วยแฟลชการ์ดอย่างเดียว

c)

มุมกิจกรรมให้เด็กจับคู่ภาพ-ของจริง แล้วเล่าเหตุผลสั้น ๆ

d)

ทำแบบฝึกหัดเขียนคำ 2 หน้า

12.

ข้อใดสะท้อนความเข้าใจผิดเรื่อง “งานประดิษฐ์”

a)

งานประดิษฐ์ช่วยฝึกทักษะได้

b)

งานประดิษฐ์สวย ๆ ถือว่า Active Learning เสมอ

c)

งานประดิษฐ์ควรมีหลักฐานการเรียนรู้

d)

งานประดิษฐ์ต้องมีเป้าหมายและคำถามให้เด็กคิด

13.

ข้อใดเป็นการประเมินที่สอดคล้องกับ Active Learning มากที่สุด

a)

สอบปลายหน่วยอย่างเดียว

b)

เก็บคะแนนความเรียบร้อยของสมุด

c)

ให้คะแนนจากการยกมือ

d)

ประเมินระหว่างคาบจากคำอธิบาย เหตุผล ชิ้นงาน และการสะท้อนคิด

14.

“ถาม-ตอบหน้าชั้น” จะเป็น Active Learning ได้ดีขึ้นเมื่อ

a)

ถามคนที่ให้เหตุผลสอดคล้องเท่านั้น

b)

ครูถามเร็ว ๆ ให้เด็กตอบเป็นคำเดียว

c)

ใช้คำถามปลายปิดเท่านั้น

d)

ใช้คำถามกระตุ้นเหตุผล และให้เด็กคิดก่อนคุย (Think-Pair-Share)

15.

ข้อใดคือเป้าหมายสำคัญของ Active Learning

a)

ทำให้เด็กสร้างความเข้าใจ ใช้ความรู้ และสื่อสารการคิดได้

b)

ทำให้คาบเรียนสนุกที่สุด

c)

ทำให้ครูทำงานน้อยลง

d)

ทำให้เด็กจำได้มากที่สุด

16.

ข้อใดเป็นสัญญาณว่า “กิจกรรมกำลังกลายเป็นแค่ความวุ่นวาย”

a)

เด็กเคลื่อนไหวไม่พร้อมกัน

b)

เด็กคุยกัน

c)

ไม่มีผลลัพธ์/หลักฐานชัด และเด็กไม่รู้ว่ากำลังเรียนรู้อะไร

d)

ครูไม่ได้ใช้เพลงประกอบการสอน

17.

ถ้าครูมีเวลาน้อย (คาบ 40 นาที) ยังทำ Active Learning ได้ไหม

a)

ไม่ได้ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง

b)

ได้ โดยใช้กิจกรรมสั้น ๆ แต่มี “จุดคิด + evidence” ชัด

c)

ได้เฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์

d)

ได้ถ้ามีอุปกรณ์ครบ

18.

“ปล่อยเด็กค้นคว้าเอง” โดยไม่มีคำถามนำหรือเกณฑ์ชิ้นงาน มักนำไปสู่

a)

เด็กคิดเป็นมากขึ้นเสมอ

b)

ข้อมูลกระจัดกระจายและไม่เกิดความเข้าใจแก่นสาร

c)

การมีวินัยสูง

d)

คะแนนสอบสูงขึ้นอัตโนมัติ

19.

ถ้าต้องเลือก “สิ่งเดียว” เพื่อให้คาบเป็น Active Learning มากขึ้น ควรเริ่มจาก

a)

เพิ่มเกม

b)

เพิ่มใบงาน

c)

ทำให้เด็กต้อง “คิดและอธิบายเหตุผล” พร้อมเก็บหลักฐาน

d)

เพิ่มสื่อภาพ

20.

ข้อใดเป็น “ข้อผิดพลาดเชิงกระบวนการ” ที่พบบ่อยที่สุด ทำให้คาบดูเหมือน Active แต่ไม่เกิดการเรียนรู้

a)

ใช้เกมน้อยเกินไป

b)

วางกิจกรรมก่อน แล้วค่อยเขียนวัตถุประสงค์ทีหลังให้เข้ากัน

c)

ใช้สื่อไม่หลากหลาย

d)

ให้นักเรียนทำงานกลุ่ม

21.

ข้อใดคือ “การจัดลำดับกิจกรรม” ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ Active Learning (กระบวนการออกแบบคาบ)

a)

กิจกรรมสนุก → สรุป → วัตถุประสงค์→ สรุป/สะท้อน → ติดตามผล

b)

ตถุประสงค์ → กิจกรรม → ประเมิน→ สรุป/สะท้อน → ติดตามผล

c)

ใบงาน → อธิบาย → ทำแบบฝึกหัดเพิ่ม→ สรุป/สะท้อน → ติดตามผล

d)

วัตถุประสงค์ → หลักฐาน/เกณฑ์ความสำเร็จ → กิจกรรม/คำถาม → สรุป/สะท้อน → ติดตามผล

22.

ครูออกแบบคาบให้เด็กทำฐาน (Stations) ได้ดี แต่ผลลัพธ์ยังไม่แน่น เด็กจำได้แค่กิจกรรม สาเหตุเชิงกระบวนการที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ

a)

ขาดขั้น “Thinking Process” ที่ทำให้เด็กสรุป/เชื่อมโยงความคิด

b)

เด็กยังเล็กเกินไป

c)

ครูไม่ใช้เทคโนโลยีที่หลากหลาย

d)

เวลาพักน้อยไป

23.

ข้อใดคือ “หลักการ Scaffolding” ที่เหมาะสมที่สุดในคาบ Active Learning (โดยเฉพาะเด็กอ่อน/เด็กต่างระดับ)

a)

ให้โจทย์ยากเท่ากันหมด เพื่อความยุติธรรม

b)

ให้ตัวช่วยเป็นขั้น (คำใบ้/ตัวอย่าง/กรอบประโยค/ภาพ/คำถามนำ) และค่อย ๆ ลดตัวช่วยเมื่อเด็กเริ่มทำได้

c)

ครูเฉลยให้เร็ว จะได้ไม่เสียเวลา

d)

ให้เด็กค้นเองทั้งหมด จะได้คิดมากและมีคำตอบ

24.

“Evidence ระหว่างคาบ” ที่มีคุณภาพสูงใน Active Learning ควรมีลักษณะอย่างไร

a)

เป็นคะแนนเยอะ ๆ เพื่อวัดผล

b)

เป็นผลงานที่สวยงาม

c)

ทำให้ครูเห็นกระบวนการคิดของเด็ก (เหตุผล/การเลือก/การอธิบาย/การแก้ปัญหา) และใช้ปรับการสอนได้ทันที

d)

เป็นการบ้านหลังคาบเท่านั้น

25.

ข้อใดเป็นตัวอย่างของการประเมินที่มีประสิทธิภาพใน Active Learning

a)

การสอบปลายภาค

b)

การประเมินจากการทำงานกลุ่มและการนำเสนอ

c)

การให้คะแนนจากการทำแบบฝึกหัด

d)

การตรวจสอบสมุดเรียนเท่านั้น