wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

TBME3204 สรีรวิทยาทางการแพทย์

Total questions: 45

Worksheet time: 45mins

Name
Class
Date
1.

การหดตัวของกล้ามเนื้อของทางเดินอาหาร เพื่อผลักดันให้ก้อนอาหารเคลื่อนที่ไปสู่ส่วนปลาย เรียกว่าอะไร

a)

Rugae

b)

Reflux

c)

Chyme

d)

Peristalsis

2.

โครงสร้างใดที่ช่วยป้องกันไม่ให้อาหารไหลเข้าไปในหลอดลมในระยะที่อาหารอยู่ในคอหอย (pharyngeal phase)

a)

Uvula

b)

Tonsils

c)

Epiglottis

d)

Hard palate

3.

อวัยวะใดที่มีทั้งการย่อยเชิงกลและเชิงเคมี

a)

ปากและตับ

b)

ตับอ่อนและถุงน้ำดี

c)

คอหอยและลำไส้เล็ก

d)

ปากและกระเพาะอาหาร

4.

ความสัมพันธ์ใดจับคู่ได้ถูกต้อง

a)

Chief cell สร้าง HCO3 -

b)

Parietal cell สร้าง HCl

c)

Mucous cell สร้าง intrinsic factor

d)

G-cell สร้าง hormone somatostatin

5.

ถ้านักศึกษารับประทานปลานึ่ง จะมีการย่อยเชิงเคมีเกิดขึ้นที่อวัยวะใดบ้าง

a)

ปากและตับอ่อน

b)

ตับอ่อนและลำไส้ใหญ่

c)

ปากและกระเพาะอาหาร

d)

กระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก

6.

เหตุการณ์ใดทำให้การดูดซึมสารอาหารมีประสิทธิภาพสูงที่สุด

a)

ความเข้มข้นของสารอาหารมาก / พื้นที่ผิวสัมผัสน้อย

b)

มีหลอดเลือดฝอยจำนวนมาก / อัตราการเคลื่อนที่ของสารอาหารเร็ว

c)

พื้นที่ผิวสัมผัสมาก / ขนาดอนุภาคของสารอาหารมีขนาดเล็ก

d)

มีโปรตีนตัวพาอยู่หนาแน่น / ขนาดอนุภาคของสารอาหารมีขนาดใหญ่

7.

เมื่อได้กลิ่นอาหารที่ชอบจะกระตุ้นให้มีการหลั่งกรดและน้ำย่อยออกมาในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น จัดอยู่ในระยะใดของ gastric secretion

a)

Gastric phase

b)

Cephalic phase

c)

Intestinal phase

d)

Esophageal phase

8.

เหตุการณ์ใดเกิดขึ้นขณะหายใจออก

a)

กระบังลมคลายตัว

b)

กระดูกซี่โครงยกตัวขึ้น

c)

ปริมาตรช่องอกเพิ่มมากขึ้น

d)

กล้ามเนื้อระหว่างกระดูกซี่โครงด้านนอกหดตัว

9.

ส่วนใดสามารถเกิดการแลกเปลี่ยนแก๊สได้

a)

Larynx

b)

Trachea

c)

Alveoli

d)

Terminal bronchioles

10.

ค่าใดเมื่อเพิ่มขึ้นแล้วจะทำให้ปอดขยายตัวได้ดียิ่งขึ้น

a)

Compliance

b)

Surface tension

c)

Elastic recoil force

d)

Resistant to airflow

11.

สารลดแรงตึงผิวที่ถุงลมปอดมีประโยชน์อย่างไร

a)

เพิ่มการซึมผ่านของของเหลวเข้ามาในถุงลมปอด

b)

เพิ่มการไหลเวียนเลือดของเส้นเลือดฝอยที่ถุงลมปอด

c)

ช่วยลดแรงดันในการบีบตัวของถุงลมปอดขณะหายใจออก

d)

ช่วยลดแรงดันที่ต้องใช้ในการขยายถุงลมปอดขณะหายใจเข้า

12.

การหายใจออกแบบใช้พลังงานเป็นการทำงานของกล้ามเนื้อมัดใด

a)

กระบังลม และ กล้ามเนื้อระหว่างกระดูกซี่โครงด้านใน

b)

กระบังลม และ กล้ามเนื้อระหว่างกระดูกซี่โครงด้านนอก

c)

กล้ามเนื้อหน้าท้อง และ กล้ามเนื้อระหว่างกระดูกซี่โครงด้านใน

d)

กล้ามเนื้อหน้าท้อง และ กล้ามเนื้อระหว่างกระดูกซี่โครงด้านนอก

13.

ปัจจัยใดส่งผลให้ฮีโมโกลบินปล่อยออกซิเจนออกมามากขึ้น

a)

pH ที่ลดลง

b)

pCO2 ที่ลดลง

c)

อุณหภูมิที่ลดลง

d)

ความเข้มข้นของ H+ ที่ลดลง

14.

Peripheral chemorecepter มีตัวรับรู้การเปลี่ยนแปลงสารเคมีในเลือดต่าง ๆ อยู่บริเวณใดในร่างกาย

a)

Hypothalamus

b)

Cerebral cortex

c)

Pons และ medulla

d)

Aortic body และ carotid bodies

15.

การกรองเลือดผลิตเป็นปัสสาวะเกิดขึ้นที่ใด

a)

Glomerulus

b)

Loop of Henle

c)

Proximal tubule

d)

Collecting tubule

16.

คุณสมบัติใดบอกความแตกต่างระหว่าง cortical nephron และ juxtamedullary nephron ได้ถูกต้อง

a)

Cortical nephron มีจำนวนน้อยกว่า juxtamedullary nephron

b)

Cortical nephron มีขนาดของ renal corpuscle ใหญ่กว่า juxtamedullary nephron

c)

Cortical nephron มีความยาวของ loop of Henle ยาวกว่า juxtamedullary nephron

d)

Cortical nephron จะอยู่แถว cortex ส่วน juxtamedullary nephron มักอยู่แถว medulla

17.

เซลล์ใดใน juxtaglomerular apparatus ที่รับรู้การเปลี่ยนแปลงของความดันเลือดใน afferent arteriole

a)

Podocyte

b)

Kupffer cell

c)

Granular cell

d)

Macula densa cell

18.

ฮอร์โมนใดทำหน้าที่เพิ่มการดูดกลับน้ำที่ท่อไตส่วนปลายและท่อไตรวม

a)

Adiponectin

b)

Aldosterone

c)

Antidiuretic hormone (ADH)

d)

Atrial natriuretic peptide (ANP)

19.

ถ้าดื่มน้ำเปล่าในปริมาณมากๆ ร่างกายจะตอบสนองอย่างไร

a)

จะขับถ่ายปัสสาวะในปริมาณน้อยลง

b)

จะขับถ่ายปัสสาวะที่มีความเข้มข้นน้อยลง

c)

จะพยายามควบคุมให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น

d)

จะพยายามทำให้ความเข้มข้นของพลาสมาลดลง

20.

Countercurrent multiplication เป็นการทำงานของส่วนใด

a)

Vasa recta

b)

Loop of Henle

c)

Collecting tubule

d)

Bowman’s capsule

21.

ฮอร์โมนใดถูกสร้างโดยอัณฑะ

a)

Insulin

b)

Cortisol

c)

Testosterone

d)

Progesterone

22.

ฮอร์โมนใดจำเป็นต่อการทำงานของเซลล์ไลดิก (lydig cell)

a)

LH

b)

FSH

c)

HCG

d)

STH

23.

การเรียงลำดับใดถูกต้องเกี่ยวกับการเจริญของตัวอสุจิจากก่อนไปหลัง

a)

Spermatocytes, spermatids, spermatogonia, sperms

b)

Spermatids, spermatocytes, spermatogonia, sperms

c)

Spermatocytes, spermatogonia, spermatids, sperms

d)

Spermatogonia, spermatocytes, spermatids, sperms

24.

การแข็งตัวขององคชาติ เกิดจากส่วนใดของระบบสืบพันธุ์

a)

Testis

b)

Scrotum

c)

Epididymis

d)

Venous sinusoid

25.

ฮอร์โมนใดจำเป็นต่อกระบวนการสร้างอสุจิ (sperm) ในเพศชาย

a)

LH

b)

FSH

c)

STH และ FSH

d)

LH และ FSH

26.

Corpora amylacea มักทำให้เกิดภาวะใดในผู้สูงอายุ

a)

ต่อมลูกหมากโต

b)

ภาวะไม่สร้างอสุจิ

c)

ปลายอวัยวะเพศอักเสบ

d)

เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

27.

ฮอร์โมนใดจะถูกสร้างขึ้นมาในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ จึงสามารถนำมาตรวจเพื่อวินิจฉัยการตั้งครรภ์ได้

a)

LH

b)

FSH

c)

HCG

d)

ADH

28.

ภาวะความเป็นกรดบริเวณปากช่องคลอดมีประโยชน์อย่างไร

a)

รักษา pH ให้อสุจิ

b)

ป้องกันการติดเชื้อ

c)

ช่วยให้คลอดบุตรง่าย

d)

ทำให้ไข่อยู่ได้นานยิ่งขึ้น

29.

การขยายตัวของเต้านมในขณะตั้งครรภ์ เกิดจากสาเหตุใด

a)

เกิดการอุดตันของต่อมน้ำนม

b)

มีการตกตะกอนของโปรตีนในน้ำนม

c)

โปรตีนในน้ำนมเกิดการเกาะกลุ่มเต้านม

d)

มีการเพิ่มขนาดและจำนวนของ glandular tissue

30.

มารดาที่คลอดบุตรแล้วให้บุตรดูดนมเป็นการกระตุ้นให้หลั่งฮอร์โมนใดจากต่อมใต้สมอง เพื่อให้เกิดการหลั่งน้ำนม

a)

Oxytocin

b)

Progesterone

c)

Testosterone

d)

Follicle-stimulating hormone

31.

ผู้ป่วยหญิงไทยมาโรงพยาบาลด้วยอาการ เหนื่อยมาก หงุดหงิด ตาโปน คอโต อัตราเมตาบอลิซึมสูงขึ้น อาการข้างต้นสัมพันธ์กับโรคใดมากที่สุด

a)

Graves’s disease

b)

Hypothyroidism

c)

Addison’s disease

d)

Cushing’s syndrome

32.

ความสมดุลของแคลเซียมในร่างกายใดถูกต้อง

a)

วิตามินดีเป็นตัวดูดซึมแคลเซียมในลำไส้เล็ก

b)

พบภาวะ ricket การปรับสมดุลย์แคลเซี่ยมในระดับคงที่

c)

ประมาณ 98% ของแคลเซียมจะถูกดูดกลับที่ท่อไตโดยการทำงานของฮอร์โมน PTH

d)

PTH เป็นฮอร์โมนที่ยับยั้งการเคลื่อนย้ายแคลเซียมจากกระดูกจึงทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดลดต่ำลง

33.

Paget’s disease เป็นโรคที่มีการสลายกระดูกในอัตราสูงมากทำให้เกิดกระดูกพรุน (osteoporosis) จึงควรบำบัดด้วยสารใด

a)

Estrogen

b)

Calcitonin

c)

Vitamin D

d)

Cortisol hormone

34.

ผู้ป่วยที่ขาดฮอร์โมนอินซูลินจะพบว่ามีอาการใด

a)

กระฉับกระเฉง อ้วนขึ้นง่าย กินจุ

b)

พบภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia)

c)

พบน้ำตาลในปัสสาวะ เป็นผลให้น้ำตาลในเลือดลดลง

d)

ปัสสาวะบ่อยมาก และปัสสาวะตอนกลางคืนด้วย ดื่มน้ำมาก

35.

เมตาบอลิซึมใดกล่าวถึงหน้าที่ของโปรตีนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนได้ถูกต้อง

a)

อินซูลินกระตุ้นการสังเคราะห์โปรตีนที่ตับเท่านั้น

b)

การสังเคราะห์โปรตีนถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมน oxytocin ได้

c)

การควบคุมการหลั่งฮอร์โมนบางชนิด เป็นแบบ negative feedback

d)

GH มีผลต่อโปรตีนเมตาบอลิซึมโดยมีผลทั้งการสังเคราะห์และการสลายโปรตีน

36.

คนไข้มาพบแพทย์เนื่องจากไม่มีประจำเดือน คนไข้คนนี้มีลักษณะภายนอกเป็นผู้ชายที่มีนม เมื่อตรวจโครโมโซมพบว่าเป็น 46XY เมื่อตรวจ ultrasound ไม่พบ mullerian duct ไม่มีช่องคลอด มีระดับ testosterone และ dihydrotestosterone ในเลือดสูง นักศึกษาคาดว่าโรคนี้คือโรคอะไร

a)

Amenorrhea

b)

Turner’s syndrome

c)

Klinefelter’s syndrome

d)

Androgen receptor ไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศ

37.

การออกฤทธิ์ของฮอร์โมนลดลงโดยวิธีใด

a)

ถ้ามีตัวรับสัญญาณ (receptor) เพิ่มขึ้น

b)

ถ้ามีระดับของ binding protein เพิ่มขึ้น

c)

ถ้าตัวรับสัญญาณจับกับฮอร์โมนเพิ่มขึ้น

d)

ถ้าจำนวนไอออนจับกับฮอร์โมนเพิ่มขึ้น

38.

Homeothermic หมายถึงอะไร

a)

การถ่ายเทพลังงาน ปรับอุณหภูมิร่างกายให้สมดุล

b)

ความแปรปรวนของอุณหภูมิในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน

c)

ปรับอุณหภูมิกายได้ไม่ดี อุณหภูมิกายเปลี่ยนแปลงตามสิ่งแวดล้อม

d)

สามารถปรับอุณหภูมิกายให้ค่อนข้างคงที่อยู่ในช่วงแคบๆ ด้วยศูนย์ควบคุมที่มีประสิทธิภาพ

39.

ผลเสียที่สำคัญที่สุดของการมีไข้คืออะไร

a)

อ่อนเพลีย

b)

มีการเสียน้ำและเกลือแร่

c)

set point เปลี่ยนแปลงใน hypothalamus มีระดับสูงขึ้น

d)

เกิดการชัก (convulsion) ทำให้มีการตายของเซลล์ประสาทในสมอง

40.

การส่งผ่านความร้อนจากร่างกายไปยังวัตถุอื่นที่สัมผัสร่างกายโดยตรง เช่น เก้าอี้กับคนนั่ง เป็นการส่งผ่านความร้อนโดยวิธีใด

a)

การแผ่รังสี (radiation)

b)

การนำความร้อน (conduction)

c)

การพาความร้อน (convection)

d)

การระเหย (evaporation)

41.

อวัยวะใดเป็นแหล่งผลิตความร้อนของร่างกาย ขณะที่มีการออกกำลังกาย

a)

หัวใจ

b)

ตับ

c)

สมอง

d)

กล้ามเนื้อลาย

42.

สมองส่วนใดเป็นศูนย์กลางในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย

a)

ไขสันหลัง (spinal cord)

b)

ต่อมไขมัน (adipose tissue)

c)

กล้ามเนื้อลาย (skeletal muscle)

d)

ไฮโปธาลามัส (hypothalamus)

43.

Core temperature เป็นอุณหภูมิที่วัดได้จากอวัยวะส่วนใด

a)

คอ

b)

ใบหู

c)

สมอง

d)

ผิวหนัง

44.

ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมอุณหภูมิร่างกายสามารถนำมาประยุกต์ให้เป็นประโยชน์ในการแพทย์ใดมากที่สุด

a)

การสร้างเครื่องมือจ่ายยาให้คนไข้

b)

การรักษาโรคสมาธิสั้น

c)

การรักษาผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย

d)

การรักษาผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรีย

45.

เราจะพบอาการใดในคนที่เป็นลม (heat syncope)

a)

ความดันโลหิตต่ำ

b)

การตอบสนองไวขึ้น

c)

ต่อมเหงื่อทำงานช้าลง

d)

เพิ่มอุณหภูมิกาย > 40 o C