Wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ข้อสอบปลายภาค วิชาเคมีอนินทรีย์

Total questions: 30

Worksheet time: 48mins

Name
Class
Date
1.

พันธะของสารประกอบไอออนิกเกิดจากแรงยึดเหนี่ยวระหว่างประจุ หรือแรงยึดเหนี่ยวทางไฟฟ้า

(a)  

2.

ปฏิกิริยาการคายพลังงานเรียกว่า Endothermic reaction

(a)  

3.

ปฏิกิริยาการดูดพลังงาน จะมีเครื่องหมายเป็นลบ

(a)  

4.

วัฏจักรบอร์น-ฮาเบอร์ อธิบายพลังงานที่เกี่ยวข้องกับการเกิดพันธะไอออนิกผ่านปฏิกิริยาย่อย ๆ

ถูก

(a)  

5.

พลังงานแลตทิช (lattice energy; U) คือ พลังงานที่ให้ออกมาเมื่อไอออนในสภาวะแก๊สรวมตัวกันได้เป็นผลึกของสารประกอบไอออนิก

(a)  

6.

พลังงานแลตทิช (lattice energy; U) สามารถวัดได้จากการทดลองโดยตรง

(a)  

7.

ข้อความใดต่อไปนี้ผิด

a)

สารประกอบไอออนิกมักจะเกิดระหว่างธาตุที่มีพลังงาน ไอออไนเซชันต่ำกับธาตุที่มีอิเล็กโทรเนกาติวิตีสูง

b)

เมื่อหลอมเหลวสารประกอบไอออนิกจะสามารถนำไฟฟ้าได้

c)

การเกิดสารประกอบไอออนิกจะเป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน

d)

สารประกอบไอออนิกยึดเหนี่ยวกันด้วยแรงไฟฟ้า

8.

การเกิดสารประกอบไอออนิกระหว่างโลหะกับอโลหะ โลหะจะให้อิเล็กตรอนแก่อโลหะ เกิดไอออนบวกและลบดึงดูดกันด้วยแรงดึงดูดไฟฟ้าสถิต เพราะเหตุใดโลหะจึงสูญเสียอิเล็กตรอนให้แก่อโลหะ

a)

โลหะมีขนาดอะตอมเล็กกว่าอโลหะ

b)

โลหะมีค่า IE ต่ำ จึงเสียอิเล็กตรอนได้ง่าย เพื่อให้มีการจัดเรียงอิเล็กตรอนแบบแก๊สเฉื่อย

c)

โลหะมีขนาดอะตอมใหญ่กว่าอโลหะ

d)

โลหะมีค่า IE สูง จึงให้อิเล็กตรอนได้ง่าย เพื่อให้มีการจัดเรียงอิเล็กตรอนแบบแก๊สเฉื่อย

9.

พิจารณาแผนภาพการเปลี่ยนแปลงพลังงานต่อไปนี้

การระบุชื่อข้อใดผิด

a)

H3 คือพลังงานการสลายพันธะ

b)

H5 คือพลังงานแลตทิช

c)

H4 คือสัมพรรคภาพอิเล็กตรอน

d)

H6 คือพลังงานไฮเดรชัน

10.

พิจารณาแผนภาพการเปลี่ยนแปลงพลังงานต่อ 1 โมลของสาร ต่อไปนี้

พลังงานแลตทิชของ LiF มีค่าเท่าไหร่

a)

-1375 kJ

b)

-1047 kJ

c)

760.5 kJ

d)

-760.5 kJ

11.

พิจารณาแผนภาพการเปลี่ยนแปลงพลังงานต่อ 1 โมลของสาร ต่อไปนี้

พลังงานการเกิดสารประกอบ LiF มีค่าเท่าไหร่

a)

-1375 kJ

b)

614.5 kJ

c)

760.5 kJ

d)

-614.5 kJ

12.

พลังงานการระเหิดเป็นพลังงานหนึ่งในวัฏจักรบอร์น-ฮาเบอร์

(a)  

13.

พลังงานการสลายพันธะ ของโมเลกุลแก๊สจะมีเครื่องหมายลบ

(a)  

14.

พลังงานไอออไนเซชันเป็นพลังงานใช้เพื่อดึงอิเล็กตรอนให้หลุดออกจากอะตอมในสภาวะแก๊ส ดังนั้นกระบวนการนี้เป็นการคายพลังงาน

(a)  

15.

พลังงานอิเล็กตรอนอัฟฟินิตี เป็นพลังงานที่คายออกมาเมื่ออะตอมของธาตุได้รับอิเล็กตรอน

(a)  

16.

พลังงานพันธะ (Bond energy) เป็นพลังงานที่ใช้ในการสลายพันธะของโมเลกุลกลายเป็นอะตอมในสถานะแก๊ส

(a)  

17.

พลังงานโครงผลึก หรือแลตทิซ (Lacttice energy) ในวัฏจักรบอร์น-ฮาเบอร์เป็นกระบวนการคายพลังงานจะมีเครื่องเหมายเป็นบวก

(a)  

18.

พลังงานการเกิดสารประกอบไอออนิกเครื่องหมายเป็นลบ แสดงว่าเป็นการดูดพลังงานของปฏิกิริยา

(a)  

19.

พลังงานในแต่ละปฏิกิริยาจะอยู่ในรูปของเอนทาลปี

(a)  

20.

เอนทาลปีเป็นพลังงานความร้อนที่ผ่านเข้าออกในระบบในกระบวนการที่ความดันคงที่

(a)  

21.

เอนทาลปีเป็นพลังงานความร้อนที่มีค่าเป็นบวกเสมอ

(a)  

22.

ปฏิกิริยา Na (g)  Na+(g) + e- พลังงานที่เกี่ยวข้อง เรียกว่า พลังงานสัมพรรคภาพอิเล็กตรอน

(a)  

23.

  เป็นปฏิกิริยาการดูดความร้อนเพื่อสลายพันธะระหว่างคลอรีนอะตอม

(a)  

24.

การสร้างพันธะเป็นกระบวนการคายความร้อน ส่วนการสลายพันธะเป็นกระบวนการดูดความร้อน

(a)  

25.

พิจารณาแผนภาพการเปลี่ยนแปลงพลังงานต่อ 1 โมลของสาร ต่อไปนี้

(5) คือพลังงานอะไร

a)

พลังงานไอออไนเซชัน

b)

พลังงานพันธะ

c)

พลังงานการเกิดสารประกอบไอออนิก

d)

พลังงานแลตทิซ

26.

พิจารณาแผนภาพการเปลี่ยนแปลงพลังงานต่อ 1 โมลของสาร ต่อไปนี้

กำหนดให้ delta Hf เท่ากับปริมาณความร้อน 24.06 kJ ที่ให้แก่น้ำ  1 กรัม จงคำนวณหาพลังงาน (5)

a)

-433 kJ/mol

b)

-681 kJ

c)

576 kJ/mol

d)

681 kJ

27.

พิจารณาแผนภาพการเปลี่ยนแปลงพลังงานต่อ 1 โมลของสาร ต่อไปนี้

สมการในกรอบที่หายไปคือสมการใด

a)

Rb(g) + 1/2I2(s)

b)

Rb(g) + I2(g)

c)

Rb(s) + 1/2I2(g)

d)

Rb(s) + I (s)

28.

พิจารณาแผนภาพการเปลี่ยนแปลงพลังงานต่อ 1 โมลของสาร ต่อไปนี้

พลังงาน (4) เท่ากับเท่าใด

a)

313.8 kJ

b)

594 kJ

c)

-313.8 kJ

d)

-594 kJ

29.

พิจารณาแผนภาพการเปลี่ยนแปลงพลังงานต่อ 1 โมลของสาร ต่อไปนี้

พิจารณา x ในขั้นตอนที่ (6) คืออะไร และพลังงาน (6) เท่ากับเท่าใด

a)

X = S-2(g), H6 = 539 kJ

b)

X = S-2(g), H6 = 200 kJ

c)

X = S-1(g), H6 = 200 kJ

d)

X = S-1(g), H6 = 539 kJ

30.

สารประกอบไอออนิก เป็นสารประกอบเคมีที่เกิดจากโลหะ กับอโลหะ มารวมกันเป็นสารประกอบ

(a)