wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

Quiz การสังเคราะห์ด้วยเเสง Part1

Total questions: 30

Worksheet time: 20mins

Name
Class
Date
1.

สิ่งมีชีวิตในข้อใด ไม่สามารถสังเคราะห์ด้วยเเสงได้

a)

เห็ดรา

b)

ไบรโอไฟต์

c)

สาหร่าย

d)

ไซยาโนแบคทีเรีย

2.

สามารถพบรงควัตถุสังเคราะห์ด้วยเเสง ได้บริเวณใดของคลอโรพลาสต์

a)

เยื่อหุ้มชั้นใน

b)

เยื่อหุ้มชั้นนอก

c)

เยื่อหุ้มไทลาคอยด์

d)

ของเหลวในคลอโรพลาสต์ (stroma)

3.

คลื่นเเสงสีใดที่พืชดูดซับพลังงาน เพื่อใช้ในกระบวนสังเคราะห์ด้วยเเสง

a)

สีเเดงเเละน้ำเงิน

b)

สีเขียวเเละเหลือง

c)

สีน้ำเงินเเละเขียว

d)

สีเหลืองเเละเเดง

4.

องค์ประกอบสำคัญของการสังเคราะห์ด้วยเเสงคือข้อใด

a)

CO2

H2O

Pigments

Light

b)

O2

C6H12O6

CO2

H2O,

c)

O2

C6H12O6,

Pigments

Light

d)

O2

CO2

Pigments

Light

5.

เพราะเหตุใดพืชถึงมีการทำงานของระบบเเสงแบบเป็นวัฏจักร (cyclic electron transfer)

a)

เพื่อสร้าง e- ให้เพียงพอต่อการใช้ตรึง CO2

b)

เพื่อสร้าง NADPH ให้เพียงพอต่อการใช้ตรึง CO2

c)

เพื่อสร้าง ATP ให้เพียงพอต่อการใช้ตรึง CO2

d)

เพื่อสร้าง ATP เเละ NADPH ให้เพียงพอต่อการใช้ตรึง CO2

6.

ก๊าซ O2 ที่พืชปล่อยสู่บรรยากาศ ได้มาจากขั้นตอนใดของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยเเสง

a)

สร้าง NADPH

b)

สร้าง ATP (photophosphorylation)

c)

การสลายโมเลกุลของน้ำ

d)

การตรึง CO2

7.

สารผลิตภัณฑ์ข้อใด ที่ได้จากระบบเเสงแบบไม่เป็นวัฏจักร (non-cyclic electron transfer)

a)

CO2

H2O

O2

b)

ATP

NADPH

O2

c)

ADP

NADP+

H2O

d)

ATP

CO2

H2O

8.

จากเเผนภาพกระบวนการสังเคราะห์ด้วยเเสง, สัญลักษณ์ภาพใดหมายถึงโมเลกุลน้ำตาล

a)

A

b)

B

c)

C

d)

D

9.

จากภาพความสัมพันธุ์ระหว่างพืชเเละสัตว์ หมายเลข 1 เเละ 2 คือโมเลกุลอะไร? ตามลำดับ

a)

1 = O2

2 = CO2

b)

1 = CO2

2 = O2

c)

1 = H2O

2 = CO2

d)

1 = CO2

2 = H2O

10.

จากภาพโครงสร้างของใบ เซลล์บริเวณใดที่เกิดกระบวนการสังเคราะห์ด้วยเเสงมากที่สุด

a)

b)

c)

d)

11.

สิ่งมีชีวิตในข้อใดสามารถพบการเกิดปฏิกิริยาสังเคราะห์ด้วยเเสง

a)

มอส

b)

ไซยาโนเเบคทีเรีย

c)

สาหร่ายหางกระรอก

d)

ยูกลีนา

e)

ถูกทุกข้อ

12.

เพราะเหตุใดใบของต้นผีเสื้อราตรี เเม้จะมีสีม่วง เเต่ก็ยังสามารถเกิดปฏิกิริยาการสังเคราะห์ด้วยเเสงได้?

a)

รงควัตถุสีม่วงทำหน้าที่ในการสังเคราะห์เเสงเเทนคลอโรฟิลล์

b)

คลอโรฟิลล์ทำหน้าที่ในการสังเคราะห์เเสงดังเดิม เพียงเเต่มีการสะสมสารสีม่วงเพิ่มเติม

c)

คลอโรฟิลล์ถูกเปลี่ยนให้ดูดกลื่นเเสงสีม่วงเเทนเเสงสีเขียว

d)

คลอโรฟิลล์ถูกทำลายทำให้ใบกลายเป็นสีม่วง

13.

จากภาพ โครงสร้างใดที่มีโอกาสพบรงควัตถุสังเคราะห์ด้วยเเสง

a)

A เท่านั้น

b)

B เท่านั้น

c)

C เท่านั้น

d)

C เเละ D

14.

หากต้องการให้พืชเกิดกระบวนการสังเคราะห์ด้วยเเสงมากที่สุด ควรฉายเเสงสีใดให้พืชได้รับ

a)

เเสงสีน้ำเงิน

b)

เเสงสีเหลือ

c)

เเสงสีเขียว

d)

เเสงสีเเดง

e)

เเสงสีม่วง

15.

ข้อใดไม่ใช่ผลกระทบ หากพืชทั่วทั้งโลกหยุดกระบวนการสังเคราะห์ด้วยเเสง

a)

ปริมาณ O2 ในบรรยากาศจะลดลง

b)

พืชจะล่มตายจนหมดภายใน 1 เดือน

c)

โลกจะได้รับรังสีจากด้วยอาทิตย์เพิ่มมาขึ้น

d)

ปริมาณ CO2 ในบรรยากาศจะเพิ่มขึ้น

16.

สกัดคลอโรพลาสจากพืชชนิดหนึ่งแล้วทดลองตามที่ออกแบบไว้ดังตารางจากข้อมูล ชุดการทดลองใดจะเกิดแก๊ส O2 ขึ้น

a)

ชุดการทดลอง A เท่านั้น

b)

ชุดการทดลอง A และ C

c)

ชุดการทดลอง B เท่านั้น

d)

ชุดการทดลอง C และ D

17.

พืชสายพันธ์ุใดที่น่าจะมีความสามารถในการเคราะห์ด้วยเเสงสูง

a)

มีปริมาณ photosynthetic pigment รวมสูง

b)

มี photosynthetic pigment เพียงชนิดเดียวเเละมีปริมาณสูง

c)

มีความหลากหลาย photosynthetic pigment เเละปริมาณสูง

d)

มี photosynthetic pigment หลายชนิด

18.

ช่วงเวลาใดที่มีโอกาศพบ ATP สะสมในใบพืชสูงสุด

a)

6.00 น.

b)

18.00 น.

c)

12.00 น.

d)

24.00 น.

19.

จากเเผนภาพ A, B เเละ C คือ?

a)

A = O2

B = CO2

C = H2O

b)

A = H2O

B = O2

C = CO2

c)

A = CO2

B = H2O

C = O2

d)

A = O2

B = H2O

C = CO2

20.

จากภาพ A, B เเละ C คือ?

a)

A = CO2

B = O2

C = ATP

b)

A = CO2

B = O2

C = ADP

c)

A = O2

B = CO2

C = ATP

d)

A = O2

B = CO2

C = ADP

21.

นักวิทยาศาาตร์คาดว่าในปี 2050 พืชจะมีการตรึง CO2 แตกจากจากปัจจุบันอย่างไร?

a)

การตรึง CO2 เพิ่มขึ้น

เนื่องจากมี CO2 ในบรรยากาศมีมากขึ้น

b)

การตรึง CO2 ลดลง

เนื่องจากพืชมี CO2 saturation point ต่ำลง

c)

การตรึง CO2 เพิ่มขึ้น

เนื่องจากพืชมี CO2 compensation point สูงขึ้น

d)

การตรึง CO2 ลดลง

เนื่องจากมี CO2 ในบรรยากาศเจือจาง

22.

เมื่อพืชขาดน้ำจะส่งผลกระทบต่อการตรึง CO2 อย่างไร

a)

การตรึง CO2 ลดลง

เนื่องจากขาด H2O ที่เป็นสารตั้งต้น

b)

การตรึง CO2 เพิ่มขึ้น

เนื่องจากปากใบปิด O2 ไม่สามารถเเพร่เข้ามาในใบ

c)

การตรึง CO2 ลดลง

เนื่องปากใบปิด CO2 ไม่สามารถเเพร่เข้ามาในใบ

d)

การตรึง CO2 เพิ่มขึ้น

เนื่องจากพืชสร้างฮอร์โมนเพิ่มการตรึง CO2

23.

สกัดคลอโรพลาสจากพืชชนิดหนึ่งแล้วทดลองตามที่ออกแบบไว้ดังตาราง จากข้อมูลชุดการทดลองใดจะมีสารประกอบคาร์โบไฮเดรตเกิดขึ้น

a)

ชุดการทดลอง A เเละ B

b)

ชุดการทดลอง C เเละ D

c)

ชุดการทดลอง A, B เเละ C

d)

ทุกชุดการทดลอง

24.

จากเเผนภาพ นักเรียนคิดว่า A, B เเละ C คืออะไร?

a)

A = CO2

B = O2

C = peroxisome

b)

A = CO2

B = H2O

C = vacuole

c)

A = O2

B = CO2

C = vacuole

d)

A = H2O

B = เเสง

C = peroxisome

25.

ถ้าให้ 14CO2 กับใบข้าวโพดแล้วติดตามกัมมันตภาพรังสี 14C จากสารอินทรีย์ที่พืชสร้าง คาดว่าจะพบสารกัมมันตภาพรังสี 14C ในเนื้อเยื่อส่วนใดก่อนไปหลัง

a)

mesophyll → bundle sheath → phloem

b)

mesophyll → bundle sheath → xylem

c)

mesophyll → bundle sheath → xylem

d)

bundle sheath → mesophyll → xylem

26.

จากกราฟความสัมพันธ์ของอัตราการตรึง CO2 (เเกน Y) กับความเข้มข้นเเสง (เเกน X) นักเรียนคิดว่าพืช A เเละ B น่าจะเป็นพืชชนิดใด?

a)

A = ข้าวโพด

B = ข้าวฟ่าง

b)

A = อ้อย

B = กล้วยไม้

c)

A = พลูด่าง

B = บานไม่รู้โรย

d)

A = ข้าวเจ้า

B = ข้าวเหนียว

27.

เปรียบเทียบอัตราการสังเคราะห์ด้วยเเสงของพืช 4 ชนิด ได้เเก่ ข้าวเจ้า, ข้าวโพด, พลูด่าง เเละ กล้วยไม้ โดยเรียงอันดับจากสูงไปต่ำ

a)

ข้าวเจ้า, ข้าวโพด, พลูด่าง, กล้วยไม้

b)

ข้าวเจ้า, กล้วยไม้, ข้าวโพด, พลูด่าง

c)

ข้าวโพด, กล้วยไม้, พลูด่าง, ข้าวเจ้า

d)

ข้าวโพด, ข้าวเจ้า, พลูด่าง, กล้วยไม้

28.

จากกราฟความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการสังเคราะห์เเสง (เเกน Y) กับความเข้มของ CO2 (เเกน x) อยากทราบว่า CO2 saturation point มีค่าประมาณเท่าไร?

a)

200 ppm

b)

400 ppm

c)

600 ppm

d)

800 ppm

29.

จากกราฟความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการสังเคราะห์เเสง (เเกน Y) กับความเข้มของเเสง (เเกน x) อยากทราบว่า light compensation point คือจุดใด

a)

A

b)

B

c)

C

d)

A

30.

ธาตุชนิดใด? เมื่อพืชขาดเเล้วจะส่งผลให้การสังเคราะห์ด้วยเเสงลงลงอย่างเห็นได้ชัด

a)

N เเละ K

b)

N เเละ Mg

c)

P เเละ K

d)

P เเละ Mg