wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

กลางภาค1-66การจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ

Total questions: 60

Worksheet time: 59mins

Name
Class
Date
1.

คาชรู ได้จัดประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษทั่วโลกออกเป็น 3 กลุ่ม ข้อใดไม่ถูกต้อง

   

       

a)

กลุ่มวงใน ได้แก่ ปะเทศแคนาดา ประเทศอังกฤษ 

b)

กลุ่มวงใน ได้แก่ ปะเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์

c)

กลุ่มวงนอก ได้แก่ ประเทศบรูไน ประเทศไทย

d)

กลุ่มวงนอก ได้แก่ ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศแอฟริกา

2.

The Common European Framework of Reference for Languages (CEFR) คืออะไร

   

a)

มาตรฐานการประเมินความสามารถทางภาษา ที่สหภาพยุโรปจัดทำขึ้น   

b)

การประเมินภาษาที่สอง

c)

นโยบายเกี่ยวกับปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ 

d)

ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนของผู้สอน

3.

ตั้งแต่ปีการศึกษาใด ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ทุกชั้นเรียนและทุกโรงเรียน

                                                                     

a)

2552   

b)

2553  

c)

  2554      

d)

 2555

4.

ตามกรอบ CEFR ผู้เรียนจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ควรมีเป้าหมายระดับความสามารถทางภาษา ระดับใด

a)

A1

b)

A2

c)

B1

d)

B2

5.

เป้าหมายของผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) ตามกรอบ CEFR มีเป้าหมายระดับความสามารถทางภาษาระดับใด

 

a)

B1

b)

B2

c)

C1

d)

C2

6.

Warm up คือ

    

a)

ผู้สอนนำเสนอเนื้อหาและคำศัพท์ใหม่ ๆ

b)

ผู้สอนให้ผู้เรียนนำคำที่ได้ฝึกมาแล้วมาใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ

c)

ผู้เรียนและผู้สอนได้สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้

d)

ผู้สอนจะต้องทำการกระตุ้น ปูพื้นความรู้ของผู้เรียนให้พร้อมจะเรียนรู้

7.

การจัดกิจกรรม โดยใช้เกม ควรอยู่ในการสอนขั้นใด

             

a)

Presentation

b)

Practice 

c)

Wrap up 

d)

ขึ้นอยู่กับผู้สอน

8.

กิจกรรมการเขียนประวัติส่วนตัว ควรเป็นกิจกรรมประเภทใด

a)

Individual Work

b)

Pair Work   

c)

Group Work

d)

Class Work

9.

การกำหนดจุดประสงค์ในการประเมินทางภาษาเพื่อดูพัฒนาการหรือหาข้อบกพร่องและปัญหาต่าง ๆ ของผู้เรียน เป็นการประเมินเมื่อใด

 

a)

ก่อนเรียน

b)

หลังเรียน 

c)

ระหว่างเรียน

d)

ปลายภาคเรียน

10.

Achievement Test เป็นแบบทดสอบแบบใด

  

a)

เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถของผู้เรียนหรือจุดอ่อนทางภาษา

b)

เป็นแบบทดสอบที่มีเนื้อหาสัมพันธ์โดยตรงกับรายวิชาที่ผู้เรียนได้เรียนมา

c)

เป็นแบบทดสอบเพื่อให้ได้ข้อมูลในการจัดระดับผู้เรียนให้อยู่ในโปรแกรมที่เหมาะสมกับความสามารถทางภาษา

d)

วัดความสามารถทางภาษาของผู้เข้ารับการทดสอบขึ้นอยู่กับความสามารถทางภาษาของผู้เรียน

11.

Authentic Assessment เป็นการประเมินผลแบบใด

  

a)

เป็นการประเมินผลที่หลากหลาย เช่น การสังเกตพฤติกรรมควบคู่ไปกับการทดสอบความรู้ความเข้าใจ

b)

เป็นการมอบหมายให้ผู้เรียนสร้างชิ้นงาน

c)

เป็นการให้ผู้เรียนตรวจสอบงานของตนเองแล้วสะท้อนความสำเร็จ ความก้าวหน้าและพัฒนาการของตนเอง

d)

เป็นการเก็บข้อมูลที่ผู้สอนสังเกตการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้เรียน

12.

ข้อใดไม่ใช่ กิจกรรมเสริมประสบการณ์

a)

English camp

b)

ชุมนุมภาษาอังกฤษ 

c)

การจัดนิทรรศการ

d)

ลูกเสือเนตรนารี

13.

เพราะเหตุใดจึงมีความจำเป็นในการเรียนการสอนออกเสียงภาษาอังกฤษ

a)

การออกเสียงมีอิทธิพลในการสื่อความหมาย

b)

การออกเสียงทำให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา

c)

การออกเสียงพัฒนาความรู้ทางไวยากรณ์

d)

การออกเสียงสามารถทำกิจกรรมได้อย่างถูกต้อง

14.

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการออกเสียงภาษาอังกฤษในประเทศไทยที่เกี่ยวกับผู้เรียนคือข้อใด

a)

เสียงบางเสียงในภาษาอังกฤษไม่มีอยู่ในภาษาไทย

b)

ภาษาไทยไม่มีเน้นเสียงในระดับคำ

c)

ไม่มีโอกาสได้ใช้ที่บ้านและสถานที่ต่าง ๆ

d)

การจัดกิจกรรมในห้องเรียนละเลยความสำคัญในการออกเสียงที่ถูกต้อง

15.

จงบอกคำศัพท์ที่มีเสียง /f/

Answer:                   fish               fox               farm             flag     

เป็นการฝึกออกเสียงรูปแบบใด

a)

คู่เทียบเสียง               

b)

การจำแนกเสียงในคำ 

c)

การเน้นเสียงในคำ

d)

การออกเสียงในประโยค

16.

ข้อใดคือคู่เทียบเสียง

a)

คู่คำศัพท์ที่มีเสียงสระเหมือน พยัญชนะต้นเหมือน พยัญชนะท้ายเหมือน   

b)

คู่คำศัพท์ที่มีเสียงสระเหมือน พยัญชนะต้นต่าง พยัญชนะท้ายต่าง

c)

คู่คำศัพท์ที่มีเสียงสระเหมือน พยัญชนะต้นต่าง พยัญชนะท้ายเหมือน

d)

คู่คำศัพท์ที่มีเสียงสระต่าง พยัญชนะต้นต่าง พยัญชนะท้ายต่าง

17.

การออกเสียงแบบ falling intonation เป็นการออกเสียงแบบใด

  

a)

การลงเสียงหนักเบาในคำศัพท์ที่มีตั้งแต่ 2 พยางค์ขึ้นไป  

b)

การลดเสียงลงต่ำเมื่อจบประโยค

c)

การขึ้นเสียงเมื่อจบประโยคใช้กับประโยค  

d)

เป็นการออกเสียงที่เน้นน้ำหนักคำที่เน้นความหมาย

18.

การออกเสียงแบบ rising intonation เป็นการออกเสียงแบบใด

a)

การลงเสียงหนักเบาในคำศัพท์ที่มีตั้งแต่ 2 พยางค์ขึ้นไป

b)

การลดเสียงลงต่ำเมื่อจบประโยค

c)

การขึ้นเสียงเมื่อจบประโยค

d)

เป็นการออกเสียงที่เน้นน้ำหนักคำที่เน้นความหมาย

19.

Was she a nurse? ควรเป็นการออกเสียงแบบใด

a)

falling intonation 

b)

rising intonation

c)

เป็นการออกเสียงที่สื่อความที่ไม่ปกติ  

d)

การเน้นเสียงในคำ

20.

ข้อใดสามารถใช้สัญลักษณ์ Oo ในการออกเสียงได้

  

a)

Present

b)

Reuse

c)

Cartoon 

d)

Chainese

21.

การเน้นหนักบนพยางค์ (Stress) คือ การออกเสียงในลักษณะใด

a)

ดังกว่า สูงกว่า ชัดกว่า

b)

เบากว่า ดังกว่า แรงกว่า

c)

ดังกว่า สูงกว่า แม่นยำกว่า

d)

ดังกว่า ต่ำกว่า ชัดกว่า

22.

การออกเสียงพยางค์ที่ไม่เน้น (Unstressed Syllables) ครูจะมีวิธีการสอนออกเสียงอย่างไร

a)

ออกเป็นเสียง schwa

b)

ออกเสียงให้เบาที่สุด

c)

ออกเสียงอาว

d)

ไม่ต้องออกเสียง

23.

การขึ้นเสียงสูงที่ท้ายประโยค Tag Questions มีความหมายว่าอย่างไร

  

a)

ออกคำสั่ง 

b)

ไม่แน่ใจ

c)

มั่นใจ

d)

กลัว

24.

ข้อใดคือ Content words

a)

noun

b)

From 

c)

And  

d)

คำที่ช่วยให้โครงสร้างไวยากรณ์สมบูรณ์

25.

Did you meet Tom yesterday? ข้อใดแยกประเภทของคำศัพท์ได้ถูกต้อง

 

a)

Content Words: meet, Tom                    Function Words: Did, you, yesterday    

b)

Content Words: meet, Tom, yesterday       Function Words: Did, you

c)

Content Words: meet                           Function Words: Did, you, Tom, yesterday

d)

Content Words: meet, Tom, you              Function Words: Did, yesterday  

26.

ข้อใดกล่าวถึง จุดมุ่งหมายในการสอนคำศัพท์ ไม่ถูกต้อง

a)

ออกเสียงคำศัพท์ได้ถูกต้อง

b)

บอกความหมายของคำศัพท์ได้ถูกต้อง

c)

ออกสำเนียงใกล้เคียง กับ native speaker   

d)

นำคำศัพท์ไปใช้ในรูปประโยคต่าง ๆ ได้

27.

การสอนคำศัพท์โดยการแสดงท่าทางเหมาะกับการสอนคำศัพท์แบบใด

a)

คำศัพท์ที่มองเห็นชัดเจน 

b)

คำศัพท์ที่แสดงกริยา

c)

คำศัพท์ที่ยาก

d)

คำศัพท์ที่มีความหมายตรงกันข้าม

28.

People who study the stars are called astronomers.

                       People who teach the students are called teacher.

   เป็นวิธีการสอนให้เข้าใจความหมายของคำศัพท์จากอะไร

a)

สอนความหมายของคำศัพท์จากคำจำกัดความและจากบริบท

b)

การใช้สื่อประกอบ

c)

การใช้คำที่มีความหมายตรงกันข้ามและคำที่มีความหมายเหมือนกัน

d)

การจัดประเภทของกลุ่มคำศัพท์

29.

ถ้าผู้เรียนเรียนรู้คำศัพท์ใหม่โดยผู้สอนใช้โครงสร้างที่หลากหลายจะมีผลดีหรือผลเสียอย่างไรในการเรียนรู้คำศัพท์

  

a)

ผลดี เพราะผู้เรียนจะได้เรียนรู้โครงสร้างไวยากรณ์ที่หลากหลาย

b)

ผลเสีย เพราะผู้เรียนจะสับสนโครงสร้าง  

c)

ผลดี เพราะผู้เรียนจะได้มุ่งความสนใจที่ไวยากรณ์

d)

ผลเสีย เพราะผู้เรียนไม่มุ่งความสนใจที่คำศัพท์

30.

การสอนคำศัพท์เป็นชุด มีข้อดีคืออะไร

  

a)

เพื่อให้เข้าใจความหมายที่ต่อเนื่อง

b)

เพื่อให้มีความสนุกสนานในการเรียน

c)

เพื่อให้เข้าใจความหมายของคำศัพท์ที่ตรงกันข้ามกัน

d)

เพื่อให้เข้าใจคำที่มีความหมายเหมือนกัน

31.

เป็นเกมบนตารางสี่เหลี่ยมที่ให้ผู้เล่นเติมคำศัพท์ลงไป ตามถ้อยคำในแนวนอน (Across) และแนวตั้ง (Down)

a)

Crossword Game  

b)

Spelling Bee

c)

Scrambled Words

d)

Secret letter   

32.

เป็นเกมที่ผู้สอนอ่านคำศัพท์แล้วให้ผู้เรียนเขียนตามให้ถูกต้อง

a)

Spelling Bee

b)

Scrambled Words

c)

Secret letter  

d)

Hidden Words

33.

เกมที่ให้ตัวอักษรมาโดยไม่ได้เรียงเป็นคำศัพท์

 

a)

Scrambled Words

b)

Secret letter

c)

Hidden Words

d)

Bingo Game

34.

เป็นเกมที่ผู้สอนจะมีคำศัพท์ไว้ในใจ โดยผู้เรียนต้องทายให้ได้ว่าเป็นตัวอักษรตัวใด

a)

Secret letter

b)

Spelling Bee

c)

Hidden Words 

d)

Bingo Game

35.

จงบอกจุดประสงค์การสอนไวยากรณ์เพื่อการสื่อสาร ในขั้นเสนอเนื้อหา

     

a)

เพื่อให้ผู้เรียนฝึกการออกเสียงเกี่ยวกับรูปแบบภาษานั้น ๆ 

b)

เพื่อนำเสนอรูปแบบภาษาใหม่

c)

เพื่อช่วยให้ผู้เรียนจดจำรูปแบบภาษาได้    

d)

เพื่อลดการควบคุมและกระตุ้นให้ผู้เรียนค้นหา

36.

จงบอกหน้าที่ของผู้สอนในรูปแบบการสอนไวยากรณ์เพื่อการสื่อสาร ในขั้นเสนอเนื้อหา

a)

ผู้ควบคุมชั้นเรียน

b)

ผู้ตรวจสอบความถูกต้อง

c)

ผู้วินิจฉัยปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น

d)

ผู้ประเมิน

37.

จงบอกจุดประสงค์การสอนไวยากรณ์เพื่อการสื่อสาร ขั้นใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร

  

a)

เพื่อให้ผู้เรียนฝึกการออกเสียงเกี่ยวกับรูปแบบภาษานั้น ๆ

b)

เพื่อนำเสนอรูปแบบภาษาใหม่

c)

เพื่อช่วยให้ผู้เรียนจดจำรูปแบบภาษาได้   

d)

เพื่อลดการควบคุมและกระตุ้นให้ผู้เรียนค้นหา

38.

เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สอนสามารถตรวจสอบแก้ไขข้อผิดพลาดทางภาษาของผู้เรียน เป็นจุดประสงค์ของการสอนไวยากรณ์เพื่อการสื่อสาร ในขั้นตอนใด

    

a)

ขั้นฝึกภาษา  

b)

ขั้นนำ     

c)

ขั้นเสนอเนื้อหา

d)

ขั้นใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร

39.

Feedback Drill ควรอยู่ในขั้นตอนใด

a)

ขั้นฝึกภาษา

b)

ขั้นนำ      

c)

ขั้นเสนอเนื้อหา  

d)

ขั้นใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร

40.

การสอน Future simple tense ผู้สอนจะสอนโครงสร้างไวยากรณ์ก่อนดังนี้       Subject + will + V1

             โดยผู้สอนจะอธิบายกฎเกณฑ์ให้ผู้เรียนเข้าใจก่อน แล้วจึงให้ประโยคตัวอย่างเพื่อเสริมความเข้าใจ

             เช่น     He will go Bangkok with me next month.

 เป็นวิธีการนำเสนอโครงสร้างไวยากรณ์แบบใด

a)

Deductive Approach   

b)

Inductive Approach

c)

ให้ตัวอย่างและเสริมความเข้าใจ

d)

Teacher Feedback

41.

ผู้สอนเขียนประโยคตัวอย่างบนกระดานหลาย ประโยค ดังนี้

                                 1. He will go Bangkok with me next Monday.

                                 2. He will buy a new shirt.

                                 3. He will meet his wife.

                       จากนั้นให้ผู้เรียนฝึกอ่านประโยค ทำใบงานโดยฝึกเติมคำลงในช่องว่างให้ประโยคสมบูรณ์

                                 1. She ……………….   go to school tomorrow.

                                 2. I will …………..(buy) a new dress next week.

                                 3. He will  ………. (work) at home.

เป็นวิธีการนำเสนอโครงสร้างไวยากรณ์แบบใด

a)

Deductive Approach        

b)

Inductive Approach

c)

ให้ตัวอย่างและเสริมความเข้าใจ

d)

Teacher Feedback

42.

ข้อใดคือ Controlled Practice

.

a)

เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภาษาที่เพิ่งเรียนรู้ใหม่

b)

มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนจดจำโครงสร้างทางไวยากรณ์ได้ โดยวิธีการฝึกแบบควบคุมนี้ใช้วิธีการฝึกแบบกลไก

c)

การฝึกที่มีการควบคุมคำตอบ โดยคำตอบที่ถูกต้องจะมีเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น

d)

ผู้เรียนฝึกด้วยปากเปล่าและเขียนแบบฝึกหัด

43.

ข้อใดคือ Mechanical Drill

 

a)

เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภาษาที่เพิ่งเรียนรู้ใหม่

b)

มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนจดจำโครงสร้างทางไวยากรณ์ได้ โดยวิธีการฝึกแบบควบคุมนี้ใช้วิธีการฝึกแบบกลไก

c)

การฝึกที่มีการควบคุมคำตอบ โดยคำตอบที่ถูกต้องจะมีเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น

d)

ผู้เรียนฝึกด้วยปากเปล่าและเขียนแบบฝึกหัด

44.

ข้อใดคือ Repetition Drill

a)

เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภาษาที่เพิ่งเรียนรู้ใหม่

b)

มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนจดจำโครงสร้างทางไวยากรณ์ได้ โดยวิธีการฝึกแบบควบคุมนี้ใช้วิธีการฝึกแบบกลไก

c)

การฝึกที่มีการควบคุมคำตอบ โดยคำตอบที่ถูกต้องจะมีเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น

d)

ผู้เรียนฝึกด้วยปากเปล่าและเขียนแบบฝึกหัด

45.

ข้อใดการให้ตัวอย่างและเสริมความเข้าใจที่เหมาะสมที่สุด

a)

สอนไวยากรณ์เรื่อง -ed

b)

A big new baby

                   Chiang Mai Zoo has a new baby animal, a very big baby animal indeed. The baby is a hippopotamus, born to 36-year-old mother Maliwan. Veterinarians say the baby hippo is in good health.

สอนไวยากรณ์เรื่อง Adj

c)

สอนไวยากรณ์ เรื่อง Fruits

d)

สอนไวยากรณ์ เรื่อง Direction

46.

วิธีการฝึกภาษา ต่างจาก วิธีการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร อย่างไร

  

a)

นักเรียนใช้ความคิดสร้างสรรค์ในขั้นการฝึกภาษามากกว่าการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร

b)

ครูออกแบบกิจกรรมในขั้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ซับซ้อนกว่า การฝึกภาษา

c)

นักเรียนใช้ความคิดสร้างสรรค์ในขั้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารมากกว่าการฝึกภาษา

d)

ครูออกแบบกิจกรรมในขั้นการการฝึกภาษา ซับซ้อนกว่า ใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร

47.

ผู้เรียนที่ชอบเรียนด้วยวิธีการเรียนที่ท้าทาย ค้นหาความรู้และคำตอบด้วยตนเอง เหมาะกับการสอนไวยากรณ์แบบใด

a)

แบบ Deductive Approach 

b)

แบบ Inductive Approach

c)

Controlled Practice

d)

Mechanical Drill

48.

จากตัวอย่างของผู้เรียนคนที่ 1และ 2

นักศึกษาสามารถวิเคราะห์ไวยากรณ์ที่ครูสอนให้กับนักเรียนทั้ง 2 คนได้อย่างไร

ผู้เรียนคนที 1

A:       Good morning. How are you today?

B:       Good morning. I’m ok. And you?

A:       I’m fine. Thank you. Do you like the car over there?

          B:       Yes, I like it very much. It is very beautiful.

ผู้เรียนคนที่ 2

          Mary:   Hi. Jane.

          Jane:   Hi. Mary. Nice to meet you?

          Mary:   Nice to meet you, too?

          Jane:   I buy a red bicycle. Do you like my bicycle?

          Mary:   Yes, I like it very much. Can I ride it?

          Jane:   OK.

a)

  เป็นการสอนแบบ Deductive Approach        

b)

เป็นการสอนแบบ Inductive Approach

c)

เป็นการสอนโครงสร้าง   Do you like …………………..

d)

เป็นการสอนขั้นการฝึกภาษา

49.

จากตัวอย่างข้อใดวิเคราะห์การสอนไวยากรณ์ไม่ถูกต้อง

A:       Do you like a car?

          B:       Yes, I like it very much.

          A:       Do you like a bag?

          B:       Yes, I like it very much.

          A:       Do you like an elephant?

          B:       No, I don’t like it.

  

a)

เป็นการสอน Article

b)

เป็นการสอนแบบ Inductive Approach

c)

เป็นการสอนโครงสร้าง  Do you like ………………….. ?

d)

เป็นการสอนขั้นการฝึกภาษา

50.

จงแต่งประโยคจากโครงสร้างและคำศัพท์ที่กำหนดให้

A: How long have you + ___V2___ ?

B: For …………… .

________________________________________________

Example:  play:        A: How long have you played football?

B: For three years.

1. know:        A:……………………………………………………………………….

B:……………………………………………………………………….

2. study:        A:……………………………………………………………………….

B:……………………………………………………………………….

เป็นการสอนไวยากรณ์ในขั้นตอนใด

a)

       ขั้นนำเสนอ            

b)

ขั้นฝึกภาษา

c)

ขั้นนำภาษาไปใช้ในการสื่อสาร         

d)

ขั้นสรุป

51.

คือกระบวนการสอนใด

a)

การจัดประเภทของกลุ่มคำศัพท์

b)

การใช้รูปภาพ และของจริง

c)

การใช้เกมในการสอนคำศัพท์

d)

Scrambled Words

52.

คือตัวอย่างการสอนใด

a)

การใช้รูปภาพ และของจริง

b)

การจัดประเภทของกลุ่มคำศัพท์

c)

การใช้เกมในการสอนคำศัพท์

d)

Word Stress

53.

คือจัวอย่างการสอนแบบใดใด

a)

Word Stress

b)

การใช้เกมในการสอนคำศัพท์

c)

การจัดประเภทของกลุ่มคำศัพท์

d)

Scrambled Words

54.

คือตัวอย่างการสอนแบบใด

a)

Scrambled Words

b)

การจัดประเภทของกลุ่มคำศัพท์

c)

Word Stress

d)

Inductive Approach

55.

คือตัวอย่างการสอนใด

a)

Minimal Pairs

b)

Scrambled Words

c)

Intonation

d)

Word Stress

56.

คือตัวอย่างการสอนใด

a)

Minimal Pairs

b)

Scrambled Words

c)

Intonation

d)

การแสดงลักษณะท่าทาง

57.

คือตัวอย่างการสอนแบบใด

a)

Inductive Approach

b)

Deductive Approach

c)

Minimal Pairs

d)

Intonation

58.

คือตัวอย่างการสอนแบบใด

a)

Deductive Approach

b)

Inductive Approach

c)

Scrambled Words

d)

การจัดประเภทของกลุ่มคำศัพท์

59.

คือตัวอย่างการสอนแบบใด

a)

Intonation

b)

ฝึกออกเสียงโดยเน้นพยางค์ที่ลงเสียงหนัก

c)

การใช้เกมในการสอนคำศัพท์

d)

Minimal Pairs

60.

คือตัวอย่างการสอนแบบใด

a)

ฝึกออกเสียงโดยเน้นพยางค์ที่ลงเสียงหนัก

b)

Scrambled Words

c)

Intonation

d)

Minimal Pairs