NEW
Font size
WorksheetsFormative เภสัชจลนศาสตร์
Total questions: 55
Worksheet time: 28mins
การดูดซึมยา หมายถึงกระบวนการใด?
การที่ยาเข้าสู่กระแสเลือด
การที่ยาถูกขับออกจากร่างกาย
การที่ยาถูกเปลี่ยนแปลงในตับ
การที่ยาถูกจัดเก็บในร่างกาย
การเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพของยาในร่างกายมีความสำคัญอย่างไรต่อการรักษา?
ช่วยให้ยามีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือถูกขับออกได้ง่ายขึ้น
ทำให้ยามีรสชาติอร่อยขึ้น
ทำให้ยามีสีสันสวยงาม
ช่วยลดต้นทุนการผลิตยา
การคำนวณทางเภสัชจลนศาสตร์และ pharmacokinetic parameter มีความสำคัญต่อการรักษาอย่างไร?
เพื่อให้สามารถเลือกขนาดยาและวิธีการใช้ยาได้อย่างเหมาะสม
เพื่อให้ยามีรสชาติอร่อยขึ้น
เพื่อให้ยามีราคาถูกลง
เพื่อให้ยามีสีสันสวยงาม
ข้อใดต่อไปนี้เป็นขั้นตอนแรกในกระบวนการเภสัชจลนศาสตร์ (Pharmacokinetics) ของยา?
การดูดซึม (Absorption)
การกระจายตัวในเนื้อเยื่อ (Distribution)
การกำจัด (Elimination)
ผลทางเภสัชวิทยา (Pharmacologic effect)
อธิบายความแตกต่างระหว่าง Pharmacokinetics และ Pharmacodynamics ตามแผนภาพ
Pharmacokinetics เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของยาในร่างกาย ส่วน Pharmacodynamics เกี่ยวข้องกับผลของยาต่อร่างกาย
Pharmacokinetics เกี่ยวข้องกับผลของยาต่อร่างกาย ส่วน Pharmacodynamics เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของยาในร่างกาย
ทั้งสองเกี่ยวข้องกับการตอบสนองทางคลินิกเท่านั้น
ทั้งสองเกี่ยวข้องกับการกำจัดยาเท่านั้น
ข้อใดคือความหมายของ "Distribution" ในกระบวนการ ADME?
การดูดซึมยา
การกระจายยา
การเปลี่ยนแปลงยา
การขับออก
ข้อใดต่อไปนี้เป็นความหมายของ "Metabolism" ในกระบวนการ ADME?
การดูดซึมยา
การกระจายยา
การเปลี่ยนแปลงยา
การขับออก
Elimination ในกระบวนการ ADME หมายถึงอะไร?
การดูดซึมยา
การกระจายยา
การเปลี่ยนแปลงยา + การขับออก
การดูดซึมยา + การกระจายยา
ข้อใดต่อไปนี้อธิบายความหมายของ "ผลเฉพาะที่ (Local effect)" ได้ถูกต้องที่สุด?
การให้ยาที่มีการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและกระจายไปทั่วร่างกาย
การให้ยาเพื่อให้เกิดผลเฉพาะในบริเวณที่ให้ยา โดยมีการดูดซึมได้น้อย
การให้ยาทางปากเพื่อรักษาโรคระบบทางเดินอาหาร
การให้ยาทางหลอดเลือดดำเพื่อรักษาอาการอักเสบ
ข้อใดต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของการให้ยาที่มีผลเฉพาะที่ (Local effect)?
การฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ
การให้ยาทางผิวหนังหรือเยื่อเมือกเพื่อลดการอักเสบในบริเวณนั้น
การรับประทานยาเม็ด
การให้ยาทางหลอดเลือดดำ
ถ้าต้องการให้ยามีผลต่อระบบอวัยวะต่างๆ (Systemic effect) ควรเลือกวิธีการให้ยาแบบใด?
ทายาบริเวณผิวหนังเฉพาะที่
รับประทานยาเม็ดหรือฉีดยา
ทายาเฉพาะที่เยื่อเมือก
ใช้ยาสำหรับล้างแผล
นักเรียนสามารถอธิบายเหตุผลได้หรือไม่ว่าทำไมการให้ยาทางผิวหนังหรือเยื่อเมือกจึงเหมาะสำหรับการลดการอักเสบเฉพาะที่?
เพราะยาจะกระจายไปทั่วร่างกาย
เพราะยาจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว
เพราะยาจะออกฤทธิ์เฉพาะในบริเวณที่ให้ยาและลดการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายส่วนอื่น
เพราะยาจะถูกขับออกจากร่างกายทันที
การดูดซึมยา (Absorption) หมายถึงกระบวนการใดต่อไปนี้?
การเคลื่อนที่ของยาออกจากร่างกาย
การเคลื่อนที่ของยาจากตำแหน่งที่ใช้ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ เข้าสู่กระแสเลือด
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของยาในร่างกาย
การขับถ่ายยาออกทางไต
ข้อใดต่อไปนี้เป็นหน้าที่ของเยื่อหุ้มเซลล์ที่มีลักษณะกึ่งซึมผ่าน (Semi-permeable)?
ยอมให้สารทุกชนิดผ่านได้
ยอมให้เฉพาะสารบางชนิดผ่าน เช่น น้ำ โมเลกุลขนาดเล็กที่ละลายในไขมัน
ป้องกันไม่ให้สารใดๆ ผ่านเลย
ยอมให้เฉพาะโปรตีนผ่านเท่านั้น
หากต้องการออกแบบยาให้สามารถดูดซึมผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ดี ควรคำนึงถึงคุณสมบัติใดของยา?
ขนาดโมเลกุลเล็กและละลายในไขมัน
ขนาดโมเลกุลใหญ่และละลายในน้ำ
มีโครงสร้างเป็นกรดนิวคลีอิก
มีเฉพาะโปรตีนเป็นองค์ประกอบ
pKa คืออะไร?
ค่าความเป็นกรด-เบสของสาร
ค่า pH ที่ทำให้ยาแตกตัวได้ 50%
ค่าความเข้มข้นของยา
ค่าการละลายของยาในน้ำ
ยาชนิดใดที่สามารถถูกดูดซึมผ่านเซลล์เมมเบรนได้ดีที่สุด?
ยาแตกตัว (ionized)
ยาไม่แตกตัว (non-ionized)
ยาที่มี pKa สูงมาก
ยาที่มี pH ต่ำมาก
การที่ยาแตกตัว (ionized) จะมีผลอย่างไรต่อการดูดซึมผ่านเซลล์เมมเบรน?
ช่วยให้ดูดซึมได้ดีขึ้น
ทำให้ดูดซึมได้ยากขึ้น
ไม่มีผลต่อการดูดซึม
ทำให้ยาเปลี่ยนเป็นสารพิษ
ข้อใดคือความแตกต่างระหว่าง Acid labile drug และ Acid stable drug?
Acid labile drug ถูกทำลายในกรด ส่วน Acid stable drug ทนกรด
Acid labile drug ทนกรด ส่วน Acid stable drug ถูกทำลายในกรด
ทั้งสองชนิดถูกทำลายในกรด
ทั้งสองชนิดทนกรด
กระเพาะอาหารมีบทบาทสำคัญในการย่อยอาหารเพราะเหตุใด?
มี hydrochloric acid ที่ช่วยย่อยสิ่งต่างๆ
มีเอนไซม์ที่ช่วยดูดซึมวิตามิน
มีน้ำตาลที่ช่วยย่อยโปรตีน
มีไขมันที่ช่วยดูดซึมแร่ธาตุ
เพราะเหตุใด epinephrine และ insulin จึงไม่ควรให้ทางปาก?
เพราะเป็น acid labile drug ที่ถูกทำลายในกระเพาะอาหาร
เพราะเป็น acid stable drug ที่ทนกรด
เพราะดูดซึมได้ดีในกระเพาะอาหาร
เพราะไม่ละลายในน้ำ
สภาพของกระเพาะอาหารที่เป็นกรดมีผลต่อการให้ยาทางปากอย่างไร?
ทำให้ยาบางชนิดถูกทำลายก่อนดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
ช่วยให้ยาทุกชนิดดูดซึมได้ดีขึ้น
ทำให้ยาทุกชนิดเปลี่ยนเป็นน้ำตาล
ไม่มีผลต่อการดูดซึมยา
การนวดหรือให้ความร้อนที่ตำแหน่งให้ยาจะมีผลอย่างไรต่อการไหลเวียนของเลือด?
เพิ่มการไหลเวียนของเลือด
ลดการไหลเวียนของเลือด
ไม่มีผลต่อการไหลเวียนของเลือด
ทำให้เลือดแข็งตัว
การลดระยะเวลาการว่างของกระเพาะอาหาร (gastric emptying time) จะมีผลอย่างไรต่อการดูดซึมยา?
การดูดซึมยาเร็วขึ้น
การดูดซึมยาช้าลง
ไม่มีผลต่อการดูดซึมยา
ทำให้ยาไม่ถูกดูดซึม
สถานการณ์ใดต่อไปนี้ที่อาจทำให้ระยะเวลาการว่างของกระเพาะอาหารลดลง?
หิว, รับประทานอาหารเย็น, นอนตะแคงขวา, ยาที่เพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร
อิ่ม, รับประทานอาหารร้อน, นอนตะแคงซ้าย, ยาที่ลดการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร
ดื่มน้ำมาก, ออกกำลังกาย, รับประทานอาหารเช้า
รับประทานอาหารหวาน, นอนดึก, ออกกำลังกายหนัก
เพราะเหตุใด Penicillin G จึงไม่ควรรับประทานทางปาก?
ถูกทำลายโดยกรดในกระเพาะอาหาร
ดูดซึมได้ดีในลำไส้เล็ก
ไม่ละลายในน้ำ
มีรสขม
อวัยวะใดต่อไปนี้ที่มีการกระจายยารวดเร็วเนื่องจากมีการไหลเวียนของเลือดสูง?
หัวใจ
ไขมัน
กล้ามเนื้อกระดูก
กระดูก
อวัยวะใดต่อไปนี้ที่มีการกระจายยาช้ากว่าเนื่องจากมีการไหลเวียนของเลือดต่ำ?
ไขมัน
ไต
สมอง
หัวใจ
เพราะเหตุใดจึงมียาบางชนิดเท่านั้นที่สามารถกระจายไปยังสมองได้?
เนื่องจากมี Blood-brain-barrier (BBB)
เนื่องจากสมองมีการไหลเวียนเลือดสูง
เนื่องจากสมองมีไขมันมาก
เนื่องจากสมองมีขนาดเล็ก
ยาที่อยู่ในเลือดมีอยู่ในกี่รูปแบบ?
1 รูปแบบ
2 รูปแบบ
3 รูปแบบ
4 รูปแบบ
ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องเกี่ยวกับการจับของยาเข้ากับโปรตีนในพลาสมา (Plasma protein binding)?
ยาทุกชนิดจับกับโปรตีนในพลาสมา 100%
ยาในเลือดมีทั้งรูปแบบที่จับกับโปรตีนและไม่จับกับโปรตีน
ยาที่จับกับโปรตีนจะออกฤทธิ์ได้ดีกว่ายาที่ไม่จับกับโปรตีนเสมอ
การจับกับโปรตีนไม่มีผลต่อการกระจายยา
ปริมาตรของการกระจาย (Volume of distribution, V หรือ Vd) คืออะไร?
ความเข้มข้นของยาในเลือดหรือพลาสมา
ปริมาณของยาในร่างกายหารด้วยความเข้มข้นของยาในเลือดหรือพลาสมา
ปริมาณของยาในเลือดเท่านั้น
ปริมาณของยาในพลาสมาเท่านั้น
กระบวนการ Metabolism/biotransformation มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออะไร?
เพื่อให้ยาหรือสารที่เข้าสู่ร่างกายมีขั้ว (polar) มากขึ้น
เพื่อเพิ่มความเป็นกรดของยา
เพื่อทำให้ยามีขนาดโมเลกุลใหญ่ขึ้น
เพื่อเปลี่ยนยาเป็นสารพิษ
กระบวนการ Metabolism/biotransformation แบ่งออกเป็นกี่ phases?
1 phase
2 phases
3 phases
4 phases
ข้อใดต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของ Phase I reactions ในกระบวนการ Metabolism/biotransformation?
Conjugation
Oxidation
Methylation
Acetylation
Phase II reactions ในกระบวนการ Metabolism/biotransformation เรียกว่าอะไร?
Hydrolysis
Reduction
Conjugation
Oxidation
หากต้องการอธิบายความแตกต่างระหว่าง Phase I และ Phase II reactions ในกระบวนการ Metabolism/biotransformation ควรกล่าวถึงประเด็นใด?
Phase I เกี่ยวข้องกับการเติมกลุ่มขั้ว ส่วน Phase II เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อกับสารอื่น
Phase I เป็นการสังเคราะห์โปรตีน ส่วน Phase II เป็นการสลายโปรตีน
Phase I เป็นการดูดซึมยา ส่วน Phase II เป็นการขับถ่ายยา
Phase I เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างดีเอ็นเอ ส่วน Phase II เป็นการซ่อมแซมดีเอ็นเอ
ปฏิกิริยา Phase I มีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนยาแม่ (Parent drug) ให้กลายเป็นอะไร?
สารที่มีความเป็นพิษมากขึ้น
สารที่มีความเป็นกลางมากขึ้น
เมตาโบไลต์ที่มีขั้วมากขึ้น
เมตาโบไลต์ที่ไม่มีขั้ว
ในปฏิกิริยา Phase I สารประกอบ R จะถูกเปลี่ยนเป็นกลุ่มฟังก์ชันใดต่อไปนี้?
R-CH3
R-OH
R-Cl
R-Br
หากต้องการยับยั้งกระบวนการ deamination ในร่างกาย ควรเน้นยับยั้งกระบวนการใด?
การไฮดรอกซิเลชัน
การออกซิเดชัน
การดีแอมิเนชัน
การดีคลอริเนชัน
ในปฏิกิริยา Phase I ชนิด Reduction มีลักษณะเด่นอย่างไรเกี่ยวกับ cytochrome P450?
ไม่มี cytochrome P450
มี cytochrome P450
ต้องใช้ NADPH
เกิดเฉพาะกับเอสเทอร์
เพราะเหตุใดปฏิกิริยา Hydrolysis ใน Phase I reaction จึงไม่ต้องใช้ cytochrome P450?
เพราะเป็นปฏิกิริยาที่ใช้เอนไซม์อื่นที่ไม่ใช่ cytochrome P450
เพราะ cytochrome P450 มีเฉพาะในปฏิกิริยา oxidation
เพราะปฏิกิริยา Hydrolysis เกิดเฉพาะในเซลล์พืช
เพราะ cytochrome P450 ทำงานได้เฉพาะในสภาวะกรด
เอนไซม์หลักที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยา Phase I คืออะไร?
Cytochrome P450 monooxygenase
Amylase
Lipase
Protease
ในกลุ่ม CYPs ข้อใดมีปริมาณมากที่สุดในร่างกาย?
CYP3A
CYP2D6
CYP2C
CYP1A2
โปรตีน Cytochrome P450 สามารถดูดกลืนแสง UV ที่ความยาวคลื่นเท่าใด?
450 nm
350 nm
550 nm
250 nm
ในกระบวนการ Phase I biotransformation ยา Phenobarbitone จะถูกเปลี่ยนเป็นสารใด?
morphine
oxazepam
hydroxyphenobarbitone
Paraoxon
ข้อใดต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงจากสารที่ไม่เป็นพิษไปเป็นสารที่เป็นพิษในกระบวนการ Phase I biotransformation?
Diazepam → oxazepam
Parathion → Paraoxon
Codeine → morphine
Phenobarbitone → hydroxyphenobarbitone
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง Active drug และ Prodrug ในกระบวนการ Phase I biotransformation?
Active drug เปลี่ยนเป็น metabolite ที่ไม่มีฤทธิ์, Prodrug เปลี่ยนเป็น metabolite ที่มีฤทธิ์ เช่น Codeine → morphine
Active drug ต้องเปลี่ยนเป็นสารที่เป็นพิษ, Prodrug เปลี่ยนเป็นสารที่ไม่เป็นพิษ
Active drug เปลี่ยนเป็น metabolite ที่มีฤทธิ์, Prodrug เปลี่ยนเป็น metabolite ที่ไม่มีฤทธิ์
Active drug และ Prodrug ไม่มีความแตกต่างกัน
สารภายในร่างกายชนิดใดที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยา Phase II?
กรดกลูคูโรนิก, กรดซัลฟูริก, กรดอะซิติก, หรือกรดอะมิโน
กรดไฮโดรคลอริก, กรดไขมัน, กรดแลคติก, หรือกรดซิตริก
น้ำตาลกลูโคส, กรดอะมิโน, กรดไขมัน, หรือวิตามิน
กรดนิวคลีอิก, กรดฟอสฟอริก, กรดซิตริก, หรือกรดไฮโดรคลอริก
นักเรียนจะวางแผนอย่างไรในการแยกแยะปฏิกิริยา Phase II จากปฏิกิริยาอื่นในร่างกาย?
มองหาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโปรตีน
มองหาการเชื่อมต่อกับสารภายในเพื่อสร้างสารที่มีขั้วสูง
มองหาการสลายสารให้เป็นโมเลกุลเล็กลง
มองหาการเปลี่ยนแปลงสีของสาร
ยาที่มี high polarity จะมีลักษณะอย่างไรในร่างกาย?
ต้องเปลี่ยนแปลงก่อนขับออกเสมอ
อาจถูกขับออกในรูปที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็ได้
ไม่สามารถขับออกได้เลย
ต้องผ่านกระบวนการ oxidation ก่อน
First-pass effect คืออะไร?
ยาถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง
ยาถูกเปลี่ยนแปลงเป็นสารไม่มีฤทธิ์ในครั้งแรกที่ผ่านตับ
ยาถูกขับออกทางไตทันที
ยาไม่ถูกเปลี่ยนแปลงในร่างกาย
เพราะเหตุใด first-pass effect จึงมีความสำคัญต่อการออกฤทธิ์ของยา?
ทำให้ยามีฤทธิ์แรงขึ้น
ทำให้ยาถูกเปลี่ยนแปลงเป็นสารไม่มีฤทธิ์ก่อนเข้าสู่ระบบไหลเวียน
ทำให้ยาถูกขับออกทางปัสสาวะเร็วขึ้น
ทำให้ยาสะสมในร่างกายมากขึ้น
ข้อใดต่อไปนี้เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเผาผลาญ (metabolism)?
อายุและเพศ
อุณหภูมิห้อง
ความสูงของร่างกาย
ปริมาณน้ำที่ดื่ม
หากผู้ป่วยมีความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เป็น acetylator ช้า จะมีผลต่อการ Metabolism ยาอย่างไร?
Metabolism ยาช้ากว่าปกติ
Metabolism ยาเร็วขึ้น
ไม่มีผลต่อการ Metabolism
ทำให้ยาไม่ออกฤทธิ์
