wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ข้อสอบวิชา โภชนศาสตร์และการให้อาหารสัตว์ปีก 1-2568

Total questions: 65

Worksheet time: 1hrs 5mins

Name
Class
Date
1.

องค์ประกอบทางเคมีที่มีอยู่ในอาหารสัตว์ คือ ข้อใด

a)

Nutrient

b)

Ration

c)

Feedstuff

d)

Nutrition

2.

สูตรอาหารสัตว์ (Feed formulation) จะประกอบไปด้วยวัตถุดิบอาหารสัตว์ประเภทใดมากที่สุด

a)

ประเภทให้วิตามินและแรธาตุ

b)

ประเภทให้โปรตีน

c)

ประเภทสารเสริม

d)

ประเภทให้พลังงาน

3.

ระบบทางเดินอาหารของสัตว์ปีกมีอวัยวะใดทำหน้าที่บดย่อยอาหารแทนการเคี้ยวด้วยฟันในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

a)

Crop

b)

Proventriculus

c)

Gizzard

d)

Esophagus

4.

จุดที่ไข่แดงถูกดูดซึมเข้าสู่ลำไส้ มีลักษณะเป็นติ่งใช้ในการแบ่งลำไส้เล็กส่วน Jejunum กับ Ileum เรียกว่า….

a)

Ileo-caeco-rectal junction

b)

Bursa of Fabricius

c)

Meckel’s diverticulum

d)

Duodenal loop

5.

เอนไซม์ชนิดใดที่ย่อยคาร์โบไฮเดรทกลุ่ม Disaccharide

a)

Amylase

b)

Maltase

c)

Lipase

d)

Lecithinase

6.

เอนไซม์ย่อยโปรตีนชนิดใดที่ผลิตมาจากตับอ่อน

a)

Dipeptidases

b)

Aminopeptidase

c)

Trypsin

d)

Pepsin

7.

เอนไซม์ชนิดใดที่สัตว์ปีกไม่ได้ผลิต

a)

Maltase

b)

Elastase

c)

 Lactase

d)

Pepsin

8.

ข้อใดเป็นหน้าที่ของน้ำดี

a)

ช่วยในการย่อยคาร์โบไฮเดรท

b)

ช่วยให้ไขมันแตกตัวเป็นอนุภาคเล็กลง

c)

ช่วยในการย่อยโปรตีน

d)

ช่วยสะสมวิตามินที่ละลายในไขมัน

9.

โภชนะหรือสารอาหารประเภทใดมีหน้าที่ช่วยในการสร้างผลผลิต เช่น เนื้อ ไข่ ขน

a)

คาร์โบไฮเดรท

b)

ไขมัน

c)

โปรตีน

d)

วิตามิน

10.

โภชนะหรือสารอาหารประเภทใดมีหน้าที่ช่วยในการขนถ่าย ดูดซึม และเก็บวิตามิน เอ ดี อี และเค

a)

คาร์โบไฮเดรท

b)

ไขมัน

c)

 โปรตีน

d)

น้ำ

11.

ข้อใดต่อไปนี้เป็นความแตกต่างระหว่างไขมันกับโภชนะชนิดอื่น

a)

ไขมันมีจำนวน C มากกว่า H และ O เป็น 2 เท่า

b)

ไขมันมีจำนวน O น้อยกว่า C และ H มาก

c)

เฉพาะไขมันเท่านั้นที่มีธาตุ N และ P เป็นองค์ประกอบ

d)

เฉพาะไขมันเท่านั้นที่สามารถละลายในน้ำได้

12.

การจะทำละลายลิปิดเราจำเป็นต้องใช้สารใดต่อไปนี้ในการทำละลาย

a)

เบนซีน

b)

คลอแรมเฟนิคอล

c)

อะซิติกแอซิด

d)

อีเทอร์แอ็กแทร็ก

13.

กรดไขมันชนิดใดต่อไปนี้ สามารถละลายได้ในน้ำ

a)

Palmitic acid

b)

Arachidonic acid

c)

Acetic acid

d)

Omeca-3

14.

สารใดต่อไปนี้จัดเป็น Compound lipids

a)

Phospholipid

b)

Wax

c)

Glycerol

d)

Steroid

15.

กรดไขมันที่พบในธรรมชาติส่วนใหญ่จะมีการจัดเรียงอะตอมของไฮโดรเจน (H+) อยู่ในรูปใดมากที่สุด

a)

trans-form

b)

cis-form

c)

D-form

d)

L-form

16.

เอนไซม์ชนิดใดต่อไปนี้ จัดเป็นเอนไซม์สำหรับไขมัน

a)

 Protease

b)

Lipase

c)

Bile acid

d)

Lipid acid

17.

แร่ธาตุชนิดใดต่อไปนี้ จะต้องมีในอาหารที่สัดส่วนไม่เกิน 2:1

a)

Fe : Co

b)

Ca : Mg

c)

Ca : P

d)

Na : Cl

18.

ถ้าสัตว์ได้รับวิตามินดี ไม่เพียงพอจะทำให้สัตว์แสดงอาการขาดแร่ธาตุชนิดใดต่อไปนี้

a)

ฟอสฟอรัส

b)

โซเดียม

c)

แมงกานีส

d)

คลอไรด์

19.

แร่ธาตุชนิดใดต่อไปนี้ มีส่วนสำคัญในการรักษาสมดุลกรด-เบสและแรงดันออสโมติกในร่างกายสัตว์มากที่สุด

a)

ฟอสฟอรัส

b)

โซเดียม

c)

แมงกานีส

d)

แคลเซียม

20.

การระบุหน่วยของวิตามิน เอ ในอาหารสำหรับสัตว์ปีก นิยมระบุเป็นหน่วยใด

a)

Percentage

b)

IU

c)

ppm

d)

มิลลิกรัม

21.

การประเมินคุณค่าทางโภชนาการโดยวิธีใดที่ทำให้ทราบถึงระดับที่ใช้ประโยชน์ได้ของวัตถุดิบ

a)

การวิเคราะห์หาส่วนประกอบทางเคมี

b)

การทดสอบทางชีวภาพ

c)

การประเมินลักษณะทางกายภาพ

d)

การเปรียบเทียบราคาโภชนะ

22.

การทดสอบการปลอมปนของวัตถุดิบจัดเป็นการประเมินคุณค่าทางโภชนาการในวิธีใด

a)

การวิเคราะห์หาส่วนประกอบทางเคมี

b)

การทดสอบทางชีวภาพ

c)

การประเมินลักษณะทางกายภาพ

d)

การเปรียบเทียบราคาโภชนะ

23.

การวิเคราะห์หาส่วนประกอบทางเคมีโดยวิธีใดที่ไม่ต้องทำลายตัวอย่างวัตถุดิบ

a)

การวิเคราะห์โดยประมาณ

b)

การวิเคราะห์โดยใช้รังสีอินฟราเรด (NIR)

c)

การวิเคราะห์โดยใช้เครื่องSpectrophotometer

d)

การวิเคราะห์โดยใช้เครื่อง HPLC

24.

การประเมินคุณค่าทางโภชนาการโดยวิธีใดที่สามารถบอกว่าวัตถุดิบชนิดนั้นสัตว์ชอบกิน และช่วยส่งเสริมสมรรถภาพการผลิตได้ดีเพียงใดเมื่อเทียบกับวัตถุดิบอ้างอิง

a)

การประเมินโดยการทดสอบการย่อยได้

b)

การประเมินโดยวัดค่าพลังงานในวัตถุดิบ

c)

การประเมินโดย Feeding trial

d)

การประเมินคุณค่าของโปรตีน

25.

 สารบ่งชี้ (indicator) ที่ใช้ในการทดสอบการย่อยได้ในกรณีที่ไมสามารถเก็บมูลได้ทั้งหมดต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

a)

วิเคราะห์ได้ยาก

b)

สัตว์ย่อยและดูดซึมไม่ได้

c)

มีผลทำให้อัตราการเคลื่อนตัวของอาหารเร็ว

d)

มีผลต่อการทำงานของระบบย่อยอาหาร

26.

ในกรณีที่ไม่สามารถให้สัตว์กินวัตถุดิบทดสอบเพียงอย่างเดี่ยวได้ เช่น ขนไก่ป่น จึงจำเป็นต้องเติมวัตถุดิบทดสอบเข้าไปในอาหารพื้นฐาน ควรจะเลือกใช้วิธีประเมินหาการย่อยได้แบบใด

a)

การย่อยได้โดยการเก็บมูลทั้งหมด

b)

การใช้สารบ่งชี้ช่วยทดสอบการย่อยได้

c)

การผ่าตัดแยกท่อปัสสาวะเพื่อช่วยในการทดสอบการย่อยได้

d)

การย่อยได้โดยใช้ผลต่าง (Partial digestibility)

27.

ข้อใดกล่าวถึงพลังงานใช้ประโยชน์ได้โดยประมาณ (AME) กับพลังงานใช้ประโยชน์ได้ที่แท้จริง (TME) ได้ถูกต้อง

a)

ค่า TME มีความถูกต้องมากกว่าค่า AME

b)

ค่า AME มีความถูกต้องมากกว่าค่า TME

c)

การหาค่า TME มีวิธีการทำที่ง่ายกว่า

d)

การหาค่า AME มีวิธีการทำที่ยากกว่า

28.

ข้อใดต่อไปนี้เป็นการประเมินลักษณะทางกายภาพของวัตถุดิบ

a)

การตรวจสอบการปลอมปนของสารเคมี

b)

การตรวจการปลอมปนด้วยกล้องจุลทรรศน์

c)

การประเมินความน่ากิน

d)

ถูกทุกข้อ

29.

ข้อใดกล่าวถึงน้ำที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีในการออกซิไดซ์ได้ถูกต้องมากที่สุด

a)

การออกซิไดซ์แป้ง 1 กรัม จะเกิด Metabolic water ขึ้นเท่ากับการออกซิไดซ์ไขมัน 1 กรัม

b)

การออกซิไดซ์แป้ง 1 กรัม จะเกิด Metabolic water ขึ้นมากกว่าการออกซิไดซ์ไขมัน 1 กรัม

c)

การออกซิไดซ์โปรตีน 1 กรัม จะเกิด Metabolic water ขึ้นเท่ากับการออกซิไดซ์ไขมัน 1 กรัม

d)

การออกซิไดซ์ไขมัน 1 กรัม จะเกิด Metabolic water ขึ้นมากกว่าการออกซิไดซ์แป้ง 1 กรัม

30.

น้ำตาล Pentose ชนิดใดที่เป็นองค์ประกอบของกรดนิวคลีอิค วิตามิน B2 และเป็นองค์ประกอบของสารให้พลังงานสูง เช่น ATP

a)

Xylose

b)

Ribose

c)

Arabinose

d)

Glucose

31.

ข้อใดกล่าวถึงน้ำตาล 2 โมเลกุล (Disaccharide) ได้ถูกต้องมากที่สุด

a)

น้ำตาล Maltose จากการย่อยแป้งประกอบด้วยน้ำตาลกลูโคสจับกับกลูโคสด้วยพันธะแบบ b(1,4)      

b)

น้ำตาล Sucrose ในอ้อยประกอบด้วยน้ำตาลกลูโคสจับกับกลูโคสด้วยพันธะแบบ α(1,2)

c)

น้ำตาล Lactose ในนมประกอบด้วยน้ำตาลกลูโคสจับกับกาแลคโทสด้วยพันธะแบบ b(1,4)

d)

น้ำตาล Cellobiose ในผนังเซลล์พืชประกอบด้วยน้ำตาลกลูโคสจับกับกลูโคสด้วยพันธะแบบ

32.

Polysaccharide ชนิดใดประกอบด้วยฟรักโทสจับกันด้วยพันธะแบบ b(2, 1) เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Fluctosan หรือ Fluctan ใช้เป็นสารเสริมสุขภาพเนื่องจากมีบทบาทเป็นสาร Prebiotic

a)

Glycogen

b)

Cellulose

c)

 Inulin

d)

Glycosaminoglycan

33.

ข้อใดกล่าวถึง Non-starch carbohydrate, NSP ได้ถูกต้องมากที่สุด

a)

เป็นคาร์โบไฮเดรตที่สัตว์กระเพาะเดี่ยวสามารถย่อยได้ดี

b)

มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำและพองตัวเป็นวุ้น ทำได้เกิดความหนืด (Viscosity) ในทางเดินอาหารไก่ทำให้การย่อยได้ลดลง

c)

มีบทบาทในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ เช่น Bacteroides

d)

มีบทบาทในการขัดขวางการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่เป็นโทษ เช่น Bifidobacterium spp.

34.

ข้อใดกล่าวถึงกระบวนการเมตาบอลิซึม (Metabolism) หรือการเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตโดยมีเอนไซม์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาได้ถูกต้องมากที่สุด

a)

Catabolism เป็นกระบวนการสลายสารโมเลกุลใหญ่ให้เป็นโมเลกุลเล็ก และมีการใช้พลังงาน

b)

Anabolism เป็นกระบวนการสลายสารโมเลกุลใหญ่ให้เป็นโมเลกุลเล็ก และได้พลังงานออกมา

c)

ผลของ Catabolism ทำให้ได้พลังงานชีวเคมีเพื่อใช้ในการทำงาน ในร่างกาย

d)

Catabolism เป็นกระบวนการสังเคราะห์สารโมเลกุลเล็กให้เป็นสารโมเลกุลใหญ่ที่ร่างกายต้องการ

35.

โปรตีนเชิงซ้อน (Conjugated protein) ชนิดใดที่มีโปรตีนรวมกับโลหะ เช่น ไมโอโกลบินที่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบ

a)

Glycoprotein

b)

Nucleoprotein

c)

 Metalloprotein

d)

Chromoprotein

36.

ข้อใดกล่าวถึงการย่อยและการดูดซึมโปรตีนได้ถูกต้องมากที่สุด

a)

เอนไซม์ที่ย่อย Peptides ให้ได้กรดอะมิโนคือ เอนไซม์ Pepsin

b)

Small peptide สามารถดูดซึมเข้าสู่ brush border membrane ได้

c)

การดูดซึม Small oligopeptide ต้องอาศัย Na+ เป็นตัวช่วย

d)

กรดอะมิโนในรูป D-configuration จะดูดซึมได้ดีกว่า L-configuration

37.

การใช้กรดอะมิโนเป็นพลังงานต้องอาศัยกระบวนการใดในการขจัดหมู่อะมิโนออก

a)

Beta-oxidation

b)

Glycolysis

c)

Glucogenic amino acid

d)

Transamination

38.

ข้อใดกล่าวถึงกรดไขมันได้ถูกต้องมากที่สุด

a)

กรดไขมันที่จำเป็นหมายถึงกรดไขมันที่ร่างกายสัตว์ชั้นสูงสร้างได้เพียงพอกับความต้องการ

b)

กรดไขมันที่จำเป็นคือ     Oleic acid และ Linoleic acid

c)

Arachidonic acid และ g-Linolenic acid ไม่สามารถสร้างได้ในร่างกายจาก Linoleic acid

d)

a-linoleic acid   จัดเป็นกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3

39.

ปฏิกิริยาทางเคมีของไขมันใดที่ทำให้กรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวกลายเป็นกรดไขมันอิ่มตัวส่งผลให้ไขมันแข็งขึ้นยืดอายุการเก็บอาหารได้นานขึ้น

a)

Oxidation

b)

Hydrogenation

c)

Saponification 

d)

Hydrolysis

40.

ข้อใดเป็นสารต้านการออกซิไดซ์หรือสารป้องกันการเหม็นหืนในธรรมชาติ

a)

Phenols        

b)

Butylated hydroxy  anisole

c)

Propyl gallate 

d)

 BHT

41.

การใช้กรดไขมันเป็นพลังงานต้องอาศัยกระบวนการใดก่อนเข้าสู่ TCA cycle  

a)

Beta-oxidation

b)

Glycolysis

c)

Glucogenic amino acid        

d)

Transamination

42.

ข้อใดกล่าวถึงแร่ธาตุแคลเซียมได้ถูกต้องมากที่สุด

a)

วิตามิน E ช่วยในการดูดซึม Ca

b)

ถ้าขาด Ca สัตว์กำลังเจริญเติบโตจะเกิดโรคกระดูกผุ (Osteomalacia)

c)

P หรือ Mg สูงเกินไปการดูดซึม Ca จะลดลง                  

d)

Ca จากพืชสามารถใช้ประโยชน์ได้มาก

43.

สัตว์สามารถใช้ประโยชน์จากฟอสฟอรัสในเมล็ดธัญพืชได้ประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ 

a)

70 %  

b)

50 %

c)

40 %

d)

30 %  

44.

หากมีโมลิบดินัมและสังกะสีมากเกินไป จะไปยับยั้งการใช้ประโยชน์แร่ธาตุชนิดใด

a)

Cu

b)

K

c)

Mn

d)

P

45.

แร่ธาตุชนิดใดถ้าสัตว์ขาดจะมีอาการเส้นเลือดขยายตัว ตื่นเต้นง่ายและชักกระตุก ขาดสมดุลในการทรงตัวและสั่น

a)

Mo

b)

Mg

c)

Mn

d)

Zn

46.

วิตามินที่ละลายได้ในไขมัน (Fat soluble vitamin) มักจะพบรวมอยู่กับไขมันที่สกัดออกจากอาหาร ได้แก่…

a)

 Pyridoxine

b)

Nicotinamide

c)

Riboflavin

d)

Phylloquinone

47.

วิตามินชนิดใดถ้าขาดทำให้เป็นโรคเหน็บชา ในไก่จะมีอาการชักกระตุกโดยแหงนหน้าไปข้างหลัง และมีปัญหาเกี่ยวกับระบบเส้นเลือดในหัวใจ

a)

Vitamin B6

b)

Vitamin B12

c)

Vitamin B1

d)

Vitamin B2

48.

วิตามินชนิดใดถ้าขาดทำให้ลดการดูดซึมธาตุเหล็ก

a)

Vitamin B6

b)

Vitamin B12

c)

Vitamin B1

d)

Vitamin B2

49.

วิตามินชนิดใดที่จำเป็นต่อการสลายคาร์โบไฮเดรตให้ได้พลังงานออกมา

a)

Vitamin A

b)

Vitamin B1

c)

Vitamin B2

d)

Vitamin B6

50.

พลังงานที่ได้จากการออกซิไดซ์กลูโคส 1 โมลในร่างกายจะได้พลังงานกี่ ATP

a)

2 ATP

b)

18 ATP

c)

38 ATP

d)

24 ATP

51.

ข้อใดต่อไปนี้ เป็นความหมายของอาหารหยาบ

a)

มีแป้งตั้งแต่ 18% ขึ้นไป

b)

มีเยื่อใยตั้งแต่ 18% ขึ้นไป

c)

มีโปรตีนตั้งแต่ 18% ขึ้นไป

d)

มีเยื่อใยรวมตั้งแต่ 20% ขึ้นไป

52.

ข้อใดต่อไปนี้ เป็นวัตถุดิบอาหารข้นแหล่งโปรตีน

a)

รำละเอียด

b)

ปลายข้าว

c)

กากมะพร้าว

d)

ใบถั่วลิส่ง

53.

โดยทั่วไป ปลายข้าวจะมีระดับโปรตีนประมาณกี่เปอร์เซ็นต์

a)

18%

b)

8%

c)

10%

d)

13%

54.

โปรตีนชนิดใดต่อไปนี้ที่มีอยู่ในข้าวโพดแล้วทำให้ข้าวโพดมีโปรตีนคุณภาพต่ำลง

a)

Gluten

b)

Gelatin

c)

Thiamine

d)

Zein

55.

ในช่วงฤดูร้อน นักอาหารสัตว์มักจะใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานทดแทนการใช้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต เนื่องจากเหตุใดต่อไปนี้

a)

เกิดพลังงานความร้อนจากการย่อยต่ำกว่า

b)

ช่วยให้อัตราการไหลผ่านของอาหารเร็วขึ้น

c)

มีกรดไขมันที่จำเป็นอยู่สูงกว่า

d)

ช่วยลดการเป็นฝุ่นในอาหาร

56.

ในอาหารสำหรับเลี้ยงไก่กระทงเพื่อส่งออกไปต่างประเทศมักจะห้ามมิให้ใช้ปลาป่นเนื่องจากสาเหตุใด

a)

มีสาร Biogenic amine และเนื้อมีกลิ่นคาว

b)

มีเชื้อ Salmonella และเนื้อมีกลิ่นคาว

c)

มีสาร Folic สูงเกินไป และเนื้อมีกลิ่นคาว

d)

มีเกลือสูง และเนื้อมีรสเค็ม

57.

วัตถุดิบในข้อใดต่อไปนี้มักจะใช้ปลอมปนในปลาป่นมากที่สุด

a)

ขนไก่ป่น

b)

เนื้อและกระดูกป่น

c)

ไดแคลเซียมฟอสเฟต

d)

กากถั่วเหลือง

58.

การแยกน้ำมันออกจากพืชน้ำมัน วิธีใดต่อไปนี้ เป็นวิธีที่สามารถแยกน้ำมันออกมาได้มากที่สุด

a)

Screw pressing

b)

Solvent extract

c)

Drum dryer

d)

Hydrolyzed fat

59.

ในถั่วเหลืองดิบมักจะมีสารพิษชนิดใดต่อไปนี้

a)

Mimosin

b)

Gossypol

c)

Antitrypsin

d)

Tannin

60.

กากปาล์มจัดเป็นวัตถุดิบประเภทใดต่อไปนี้

a)

แหล่งพลังงาน

b)

แหล่งโปรตีน

c)

แหล่งเยื่อใย

d)

อาหารหยาบ

61.

การใช้กากเมล็ดฝ้ายในอาหารสัตว์ปีก มีข้อจำกัดเนื่องจากมีสารพิษชนิดใดต่อไปนี้

a)

Trypsin inhibitor

b)

Oxalate

c)

Antitrypsin

d)

Gossypol

62.

ข้อใดต่อไปนี้ เป็นคุณสมบัติของกากส่าเหล้า (DDG)

a)

มีวิตามิน บี 12 สูง

b)

มีกรดอะมิโนสมดุล

c)

ให้พลังงานสูง

d)

มีไขมันสูง

63.

หินปูนป่น หินฝุ่น หรือปูนขาวป่น จัดเป็นวัตถุดิบแหล่งแร่ธาตุใดต่อไปนี้

a)

แคลเซียม

b)

ฟอสฟอรัส

c)

โซเดียมคลอไรด์

d)

แมกนีเซียม

64.

วิตามิน D สังเคราะห์ ที่นิยมใช้ในอาหารสัตว์คือข้อใด

a)

Cholecalciferol

b)

Alpha tocopherol

c)

Menadione

d)

Ascorbic acid

65.

วิตามิน E สังเคราะห์ ที่นิยมใช้ในอาหารสัตว์คือข้อใด

a)

Ascorbic acid

b)

Menadione

c)

Alpha tocopherol

d)

Cholecalciferol