Worksheetsแบบทดสอบชีววิทยา
Total questions: 40
Worksheet time: 20mins
โครงสร้างของดอกไม้ในข้อใดสัมพันธ์กับหน้าที่
เกสรเพศผู้ ประกอบไปด้วยอับเรณูและก้านชูอับเรณู มีหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้
เกสรเพศเมีย ประกอบด้วย รังไข่ และออวุล มีหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย
กลีบดอก อยู่วงนอกสุด มีหน้าที่ล่อแมลง
กลีบเลี้ยง อยู่ถัดจากกลีบดอกเข้าไปด้านใน มีหน้าที่ห่อหุ้มดอกอ่อน
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับประเภทของดอกไม้
รังไข่เหนือวงกลีบ (superior ovary) คือรังไข่ที่ผนังรังไข่เชื่อมกับส่วนอื่นๆของดอก
ลักษณะของดอกเฟื่องฟ้าที่มีสีสันสวยงามคือกลีบดอก
ดอกเดี่ยว หมายถึง ดอกที่มีเพียง 1 ดอกบนก้านดอก เช่น ทานตะวัน
ดอกช่อ หมายถึง ดอกที่มีดอกย่อยมากกว่า 1 ดอกติดอยู่บนก้านช่อดอก เช่น ดอกกล้วยไม้
ดอกสมบูรณ์เพศต้องเป็นดอกสมบูรณ์ด้วยหรือไม่
เป็น เพราะดอกสมบูรณ์เพศที่มีเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียในดอกเดียวกันอาจจะขาดส่วนของกลีบเลี้ยงหรือกลีบดอก
ไม่เป็น เพราะดอกสมบูรณ์เพศที่มีเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียในดอกเดียวกันอาจจะขาดส่วนของกลีบเลี้ยงหรือกลีบดอก
เป็น เพราะดอกสมบูรณ์เพศอาจขาดเกสรเพศผู้หรือเกสรเพศเมียได้
ไม่เป็น เพราะดอกสมบูรณ์เพศอาจขาดเกสรเพศผู้หรือเกสรเพศเมียได้
ข้อใดคือลักษณะของผลกลุ่ม (aggregate fruit)
ผลที่เกิดมาจากดอก 1 ดอก มีรังไข่ 1 รังไข่
ผลที่เกิดมาจากดอก 1 ดอก มีจํานวนเกสรเพศเมียมากกว่า 1 อันอยู่บนฐานรองดอกเดียวกัน
ผลที่เกิดมาจากดอกช่อ มีดอกย่อยจํานวนมากอยู่เบียดชิดกันในช่อดอกเดียวกัน
ผลที่เกิดมาจากดอกช่อ เช่น ดอกมะเขือ
ข้อใดคือลักษณะของผลเดี่ยว (simple fruit)
ผลที่เกิดมาจากดอก 1 ดอก มีรังไข่ 1 รังไข่
ผลที่เกิดมาจากดอก 1 ดอก มีจํานวนเกสรเพศเมียมากกว่า 1 อันอยู่บนฐานรองดอกเดียวกัน
ผลที่เกิดมาจากดอกช่อ มีดอกย่อยจํานวนมากอยู่เบียดชิดกันในช่อดอกเดียวกัน
ผลที่เกิดมาจากดอกช่อ เช่น ดอกมะเขือ
วัฏจักรชีวิตแบบสลับของพืชดอกมีลักษณะดังข้อใด
อาจเป็นพืชชนิดเดียวกันก็ได้ แต่ต้องสร้างอารคีโกเนียมและแอนเทอริเดียมสลับกัน
อาจเป็นพืชชนิดเดียวกันก็ได้ แต่จะต้องมีส่วนสร้างสปอร์แรงเจียมกับแกมีแทนเจียมสลับกัน
พืชสองชนิด คือ ชนิดสปอโรไฟต์ซึ่งมีโครโมโซม 1 ชุด กับชนิดแกมีโทไฟต์ ซึ่งมีโครโมโซม 2 ชุด สลับกัน
พืชสองชนิด คือ ชนิดสปอโรไฟต์ซึ่งมีโครโมโซม 2 ชุด กับชนิดแกมีโทไฟต์ ซึ่งมีโครโมโซม 1 ชุด สลับกัน
ข้อใดคือความแตกต่างระหว่างแกมีโตไฟต์และสปอโรไฟต์ของพืช
อายุ
จํานวนโครโมโซม
ขนาด
อายุและจํานวนโครโมโซม
ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ในพืชดอก ต้นที่เห็นคือระยะสปอร์โรไฟต์
ในพืชดอก ต้นที่เห็นคือระยะแกมีโตไฟต์
เซลล์ดิพลอยด์ มีจํานวนโครโมโซม 1 ชุด
เซลล์แฮพลอยด์ มีจํานวนโครโมโซม 2 ชุด
ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอกทั่วไป
ในการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ดอกสร้างเฉพาะเซลล์สืบพันธุ์
เมกะสปอร์แบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิสเพื่อพัฒนาเป็นแกมีโทไฟต์เพศเมีย
พืชที่มีดอกไม่สมบูรณ์เพศไม่สามารถเกิดการถ่ายละอองเรณูได้
ไมโครสปอร์มาเทอร์เซลล์มีการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสเพื่อลดจำนวนโครโมโซมลงครึ่งหนึ่ง
ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับการสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้
ภายในอับเรณูมี 4 ช่อง เรียกว่า โพรงอับเรณู แต่ละโพรงมีไมโครสปอร์มาเทอร์เซลล์จํานวนมาก
ไมโครสปอร์มาเทอร์เซลล์มีโครโมโซม 2 ชุด แบ่งเซลล์แบบไมโอซิสได้ไมโครสปอร์ 1 ชุด 4 เซลล์
ไมโครสปอร์แต่ละเซลล์แบ่งเซลล์แบบไมโอซิสได้ 2 เซลล์คือ ทิวบ์เซลล์และเจเนอเรทิฟเซลล์
เรณูเป็นแกมีโทไฟต์เพศผู้ของพืชดอก
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย
ภายในรังไข่มีเซลล์ขนาดใหญ่ เรียก เมกะสปอร์มาเทอร์เซลล์ แบ่งเซลล์แบบไมโทซิสได้เมกะสปอร์ 4 เซลล์
แต่ละเมกะสปอร์มีจำนวนโครโมโซม 2n
เมกะสปอร์ 1 เซลล์สลายไป เหลือ 3 เซล
เมกะสปอร์แบ่งเซลล์แบบไมโทซิส 3 ครั้ง ได้ 8 นิวเคลียส
การถ่ายละอองเรณูข้อใดจะช่วยให้สามารถควบคุมและกําหนดลักษณะของพืชต้นใหม่ได้
โดยมนุษย์
โดยลม
โดยแมลง
โดยธรรมชาติ
ในการศึกษาการงอกของหลอดเรณู จําเป็นต้องใช้สารละลายน้ําตาลซูโครสความเข้มข้น 10% หรือไม่อย่างไร
จําเป็น เพราะน้ําตาลซูโครสมีความเข้มข้นน้อยกว่าน้ํากลั่น
จําเป็น เพราะยอดเกสรเพศเมียมีการขับสารที่มีน้ําตาลเป็นองค์ประกอบชักนําให้หลอดเรณูงอก
ไม่จําเป็น เพราะน้ําตาลซูโครสไม่มีผลต่อการงอกของหลอดเรณู
ไม่จําเป็น เพราะสามารถใช้น้ํากลั่นแทนได้
พืชในข้อใดมีการปฏิสนธิซ้อน (double fertilization)
ผักแว่นและผักกูด
ไข่น้ําและแหนเป็ด
สนสองใบและปรง
สนและพืชดอก
ข้อใดคือความแตกต่างระหว่างการงอกใบเลี้ยงของเมล็ด
ลักษณะพืชใบเลี้ยงคู่
เมล็ดที่งอกใบเลี้ยง ชูเหนือดิน
ลักษณะพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
เมล็ดที่งอกใบเลี้ยง อยู่ใต้ดิน
มีเอนโดสเปิร์ม ไม่มีเอนโดสเปิร์ม
ทําให้มีลําต้นแบบเลื้อย ไม่เกิดลําต้นแบบเลื้อย
ทําให้ลําต้นเจริญต่อจากเอพิคอลทิลและไฮโพคอลทิล ทําให้ลําต้นเจริญต่อจากเอพิคอลทิลเท่านั้น
จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้
1. ชาเขียว 2. โกโก้ 3. เสื้อม่อฮ่อม 4. ชามกะลามะพร้าว
ข้อใดจัดเป็นประโยชน์ของผลและเมล็ด
ข้อ 1, 2, 3
ข้อ 2, 3, 4
ข้อ 1, 3, 4
ถูกทุกข้อ
เนื้อเยื่อที่ทําให้เกิดการเจริญเติบโตขั้นแรก (primary growth) หรือต้นไม้ยืดยาวขึ้น
เนื้อเยื่อเจริญด้านข้างและเหนือข้อ
เนื้อเยื่อเจริญด้านข้างและส่วนปลาย
เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลายและเหนือข้อ
คอร์กแคมเบียมและวาสคิวลาร์แคมเบียม
เนื้อเยื่อเจริญเหนือข้อ (intercalary meristem) พบในพืชชนิดใด
หญ้าขน ต้นถั่วเขียว
ต้นหมอน้อย ข้าวโพด
ข้าว ต้นหางนกยูง
อ้อย หญ้าขน
ข้อใดเรียงลําดับความหนาของ cell wall จากน้อยไปหามากได้ถูกต้อง
collenchyma, parenchyma, fiber
chlorenchyma, cork, fiber
collenchyma, chlorenchyma, fiber
cork, chlorenchyma, fiber
ข้อใดกล่าวถึงเนื้อเยื่อถาวร (permanent tissue) ได้ถูกต้อง
แบ่งตามหน้าที่ได้ 3 ระบบ คือ ระบบเนื้อเยื่อผิว เนื้อเยื่อพื้นและเนื้อเยื่อท่อลําเลียง
แบ่งตามชนิดของเซลล์ได้ 3 ประเภท
เนื้อเยื่อที่เปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อเจริญ (meristematic tissue) ยังคงแบ่งเซลล์ได้
ประกอบด้วยเซลล์ที่ไม่มีชีวิต
สารใดที่เซลล์เอพิเดอร์มิส (epidermal cell) สร้างขึ้นมาเคลือบผิวด้านที่สัมผัสอากาศ และสารนั้นมีความสําคัญอย่างไรบ้าง
ลิกนิน เพิ่มความแข็งแรงให้แก่เซลล์
คิวทิน เพิ่มความแข็งแรงให้แก่เซลล์
ลิกนิน เป็นสารประเภทแว็ก ป้องกันการระเหยของน้ํา
คิวติน เป็นสารประเภทแว็ก ป้องกันการระเหยของน้ํา
เนื้อเยื่อท่อลําเลียงที่มีเซลล์ยาวเรียวรูปกระสวย รูพรุนด้านข้าง แต่ละเซลล์อยู่ต่อกันโดยให้รูพรุนตรงกันเป็นลักษณะของเซลล์ใด
คอมพาเนียนเซลล์
ซีฟทิวบ์เมมเบอร์
เทรคีด
เวสเซลเมมเบอร์
จากการศึกษาโครงสร้างภายนอกของรากการงอกและการเจริญเติบโตของรากพืชใบเลี้ยงคู่และใบเลี้ยงเดี่ยวเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
เหมือนกัน คือ ทั้งพืชใบเลี้ยงคู่และใบเลี้ยงเดี่ยวมีรากที่งอกออกมาก่อนคือรากแก้ว
เหมือนกัน คือทั้งพืชใบเลี้ยงคู่และใบเลี้ยงเดี่ยวมีรากที่งอกออกมาก่อนคือรากฝอย
ต่างกัน คือ รากฝอยของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวหยุดการเจริญเติบโต มีรากพิเศษงอกออกมา
ต่างกัน คือ รากแก้วของพืชใบเลี้ยงคู่หยุดการเจริญเติบโต มีรากพิเศษงอกออกมา
รากพืชที่ยาวขึ้นและสามารถดันลงไปในดินได้เป็นเพราะสาเหตุใด
หมวกราก
บริเวณการแบ่งเซลล์
บริเวณการยืดตามยาวของเซลล์
บริเวณการเปลี่ยนสภาพ
จงเรียงลําดับชั้นเนื้อเยื่อของรากพืชระยะที่มีการเติบโตปฐมภูมิจากชั้นในสุดไปนอกสุด
เอพิเดอร์มิส คอร์เทกซ์ เพริไซเคิล วาสคิวลาร์บันเดิล พิธ
เอพิเดอร์มิส คอร์เทกซ์ วาสคิวลาร์บันเดิล เพริไซเคิล พิธ
พิธ เพริไซเคิล วาสคิวลาร์บันเดิล คอร์เทกซ์ เอพิเดอร์มิส
พิธ วาสคิวลาร์บันเดิล เพริไซเคิล คอร์เทกซ์ เอพิเดอร์มิส
รากพืชที่แก่ๆ มักพบแถบแคสพาเรียน (casparian strip) อยู่ในเนื้อเยื่อชั้นใด และแถบนี้มีข้อดีข้อเสียอย่างไร
เอพิเดอร์มิส, ให้ความแข็งแรงแก่พืช
เอพิเดอร์มิส, กั้นไม่ให้น้ําไหลผ่าน
คอร์เทกซ์, ให้ความแข็งแรงแก่พืช
คอร์เทกซ์, กั้นไม่ให้น้ําไหลผ่าน
ข้อใดคือข้อแตกต่างระหว่างรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่
จํานวนแฉกไซเล็มของรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีมากกว่า
จํานวนแฉกไซเล็มของรากพืชใบเลี้ยงคู่มีมากกว่า
จํานวนแฉกโฟลเอ็มของรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีมากกว่า
จํานวนแฉกโฟลเอ็มของรากพืชใบเลี้ยงคู่มีมากกว่า
ราก นอกจากดูดน้ําและแร่ธาตุจากดิน สามารถทํา หน้าที่อื่นได้อีก เช่น ยึดเกาะและดูดความชื้นในอากาศ ลักษณะดังกล่าวคือรากประเภทใด
รากสะสมอาหาร (storage root)
รากค้ํา (prop root)
รากอากาศ (aerial root)
รากหายใจ (aerating root)
จากการศึกษาโครงสร้างภายนอกของลําต้นพืชใบเลี้ยงคู่และลําต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างไร
พืชใบเลี้ยงคู่เห็นตาตามซอกไม่ชัดเจน
พืชใบเลี้ยงคู่เห็นข้อและปล้องไม่ชัดเจน
พืชใบเลี้ยงเดี่ยวเห็นตาตามซอกชัดเจน
พืชใบเลี้ยงเดี่ยวเห็นข้อและปล้องไม่ชัดเจน
บริเวณใดในภาพที่สามารถเจริญต่อไปเป็นตาตามซอกเริ่มเกิด (axillary bud) ได้ เพราะเหตุใด
A เพราะมีการเจริญไปเป็นหนาม
B เพราะมีการเจริญไปเป็นหนาม
C เพราะมีการเจริญไปเป็นกิ่ง
D เพราะมีการเจริญไปเป็นกิ่ง
โครงสร้างภายในของลําต้นของพืชเมื่อเทียบกับโครงสร้างภายในของรากไม่มีโครงสร้างข้อใด
โฟลเอ็ม (phloem)
คอร์เทกซ์ (cortex)
เอ็นโดเดอร์มิส (endodermis)
เอพิเดอร์มิส (epidermis)
จากภาพเป็นโครงสร้างภายในตัดตามขวางของ
รากพืชใบเลี้ยงคู่
รากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
ลําต้นพืชใบเลี้ยงคู่
ลําต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
จากภาพตัวอักษรคือส่วนใดและเกี่ยวข้องกับการเติบโตทุติยภูมิของลําต้นพืชอย่างไร
A คือวาสคิวลาร์แคมเบียม มีหน้าที่แบ่งเซลล์เพื่อสร้างไซเล็มทุติยภูมิและโฟลเอ็มทุติยภูมิ
B คือ คอลเลงคิมา มีหน้าที่แบ่งเซลล์เพื่อให้ต้นไม้เจริญออกด้านข้าง
C คือวาสคิวลาร์แคมเบียม มีหน้าที่แบ่งเซลล์เพื่อสร้างไซเล็มทุติยภูมิและโฟลเอ็มทุติยภูมิ
D คือ คอลเลงคิมา มีหน้าที่แบ่งเซลล์เพื่อให้ต้นไม้เจริญออกด้านข้าง
เนื้อเยื่อของลําต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่มีโครงสร้างแตกต่างกันอย่างไร
พืชใบเลี้ยงคู่มีวาสคิวลาร์แคมเบียม
พืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีวาสคิวลาร์แคมเบียม
พืชใบเลี้ยงคู่มีวาสคิวลาร์บันเดิลที่กระจัดกระจาย
พืชใบเลี้ยงเดี่ยวเห็นบริเวณพิธชัดเจน
จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ 1. แก่นไม้ (heartwood) คือ เนื้อไม้ที่มีสารลิกนินแทนนิน ซูเบอรินมาพอกเทรคีด เวสเซล ไฟเบอร์ ทําให้เนื้อไม้อุดตันลําเลียงน้ําไม่ได้
2. กระพี้ไม้ (sap wood) คือ เนื้อไม้ที่ยังลําเลียงน้ําได้
3. เนื้อไม้ (wood) คือ ส่วนของไซเล็มระยะที่สอง
ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้อง
1 และ 2
1 และ 3
2 และ 3
1 ,2 และ 3
ลําต้นอยู่ใต้ดิน ทอดขนานไปกับผิวดิน เห็นข้อปล้องชัดเจน ตามข้อมีใบสีน้ําตาล ลักษณะดังกล่าวคือ ลําต้นของพืชชนิดใด
เผือก
กล้วย
มันฝรั่ง
กระเทียม
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับใบ
เส้นใบของใบพืชใบเลี้ยงคู่แตกแขนงไปทั่วทั้งแผ่นใบแบบร่างแห
เส้นใบของใบพืชใบเลี้ยงเดี่ยวแตกแขนงไปทั่วทั้งแผ่นใบแบบร่างแห
พืชใบเลี้ยงคู่ไม่มีก้านใบ มีกาบใบ
พืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีก้านใบ ไม่มีกาบใบ
จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ 1. โครงสร้างภายในของใบพืชใบเลี้ยงคู่และใบเลี้ยงเดี่ยวตัดตามขวาง ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 กลุ่ม ได้แก่ เอพิเดอร์มิส คอร์เทกซ์และมีโซฟิลล์ 2. ในใบพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิดพบเซลล์บันเดิลชีทล้อมรอบวาสคิวลาร์บันเดิล 3. ใบพืชใบเลี้ยงคู่ เนื้อเยื่อชั้นมีโซฟิลล์ประกอบด้วย palisade mesophyll เซลล์มีรูปร่างยาวเรียงเป็นระเบียบ และ spongy mesophyll เซลล์มีรูปร่างไม่แน่นอน มีช่องว่าง ข้อใดกล่าวผิด
ข้อ 1 เท่านั้น
ข้อ 3 เท่านั้น
1 และ 2
2 และ 3
จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้
1. เอพิเดอร์มิสมีชั้นคิวติเคิล ส่วนเฟื่องฟ้ามีใบแบบ หนาม เพื่อลดการคายน้ำ
2. เอพิเดอร์มิสมีสารคิวทินเคลือบด้านที่สัมผัสกับ อากาศ ส่วนกระบองเพชรมีใบแบบหนาม เพื่อลดการคาย น้ำ
3. เอพิเดอร์มิสมีสารคิวทินเคลือบด้านที่สัมผัสกับ อากาศ ส่วนสับปะรดมีใบแบบหนาม เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการ สังเคราะห์ด้วยแสง
ข้อใดบอกลักษณะความเหมือนระหว่างชั้นเอพิเดอร์มิสและใบแบบหนาม (spine) ได้ถูกต้อง
1 เท่านั้น
2 เท่านั้น
3 เท่านั้น
ไม่มีข้อใดถูก
ใบพืชชนิดหนึ่ง เอพิเดอร์มิสด้านล่าง (lower epidermis) ไม่พบปากใบและชั้นสปองจีมีโซฟิลล์เรียงตัวแบบหลวมๆ เกิดจากสาเหตุใด
พืชชนิดนี้เติบโตบนพื้นที่สูง
พืชชนิดนี้เจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีน้ําสูงถึงด้านล่างของใบ หรือมีอากาศมาก
พืชชนิดนี้เติบโตบนพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ํา
พืชชนิดนี้เจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีน้ําสูงถึงด้านล่างของใบ หรือมีอากาศน้อย
